หนังสือชุดเดือนตุลา

ลดราคา!

฿1,500.00฿1,800.00


หนังสือชุดเดือนตุลา ประกอบด้วย

  • หนังสือ 5 เล่ม
  • แผ่นรองแก้ว 2 ชิ้น (แบบละ 1 ชิ้น)
  • ถุงผ้าฟ้าเดียวกัน 1 ชิ้น

หมายเหตุ : จัดจำหน่ายระหว่างวันที่ 6-31 ตุลาคม 2564 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ล้างค่า
รหัสสินค้า: ไม่ระบุ หมวดหมู่:

ข้อมูลสินค้า

เดือนตุลานั้นมีความพิเศษสำหรับการเมืองไทย  ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันคือ  14 ตุลา  2516 ที่ขบวนการนักศึกษา ประชาชน ได้รวมพลังกันโค่นล้มระบอบ  3 ทรราช ที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่การรัฐประหาร  2500  การล้มลงของระบอบ  3 ทรราช  นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน

  • การกลับเข้ากรมกองเป็นการชั่วคราวของเหล่าขุนศึก ก่อนจะโต้กลับในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
  • การเติบโตของขบวนการ 3 ประสาน นักศึกษา-ชาวนา-กรรมกร  ที่ระบอบเผด็จการกดทับมาอย่างยาวนาน
  • รวมทั้งประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา ที่บทบาทของสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ 9 เพิ่มสูงขึ้น

แม้ว่าในที่สุดกลุ่ม ขุนศึก-ศักดินา จะร่วมมือกันทำลายขบวนการนักศึกษา ประชาชนในเหตุการณ์  6 ตุลาคม  2519 แต่นั่นก็เป็นเพียงความพยายามความหยุดเข็มนาฬิกาไม่ได้ให้เดินไปข้างหน้าเท่านั้นเอง

5 เล่มเดือนตุลา ของสำนักนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เราได้คัดสรรขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผู้อ่าน เพื่อจะทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เดือนตุลาอย่างรอบด้านและมีพลวัต

1. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรม ของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ

ประจักษ์ ก้องกีรติ

นี่คือ “งานวิชาการเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม  พ.ศ. 2516  ที่ดีที่สุดในภาษาไทยปัจจุบัน” คือคำกล่าวของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐนักประวัติศาสตร์ไทยผู้ล่วงลับ เมื่อพูดถึงวิทยานิพนธ์ “ก่อนจะถึง 14 ตุลาฯ : ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษา และปัญญาชนภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร (พ.ศ. 2506-2516)”  ของประจักษ์ ก้องกีรติ  ก่อนที่จะปรับปรุงมาเป็นหนังสือและแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ ในเล่มนี้  แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่พูดถึงเหตุการณ์วันที่  14 ตุลาคม 2516  เลย เพราะเนื้อหาหนังสือเล่มนี้จบลงที่การปรากฏตัวของเครือข่ายนักศึกษา ปัญญาชนที่หลอมรวมกันหลายกระแส ไม่ว่าจะเป็น กษัตริย์นิยม ชาตินิยม  ซ้ายเก่า  ซ้ายใหม่ที่มีจุดร่วมกันคือปฏิเสธ “ระบอบ 3 ทรราช”  ที่ครองอำนาจมาตั้งแต่รัฐประหาร  2500  แต่ละกระแสก็มีทั้งจุดกำเนิด  จุดร่วม  จุดหักเห หรือจุดที่เหมือนจะตรงกันข้ามกลับหลอมรวมกันได้อย่างน่าทึ่ง

 

2. ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง : ว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ธงชัย วินิจจะกูล

ธงชัย วินิจจะกูล ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยแบบหลัง  14 ตุลา  ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการเฟื่องฟูของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และการเอาทหารกลับเข้ากรมกอง (ก่อนที่พวกเขาเหล่านี้จะมาทำรัฐประหารเลือดในอีก 3 ปีต่อมา)  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันคือ การขยายของพระราชอำนาจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะเป็นฐานอย่างมั่นคงเพื่อจะครองอำนาจนำในเวลาต่อมา จนกลายเป็น ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ “บนสุด”  ของการเมืองไทย ไม่เพียงเท่านั้นหนังสือเล่มนี้ยังดูสาแหรกประชาธิปไตยไทยที่ยังปรากฏมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ทุกอณู และไม่ต้องแปลกใจที่รัฐไทยปัจจุบันมีสภาพถอยหลังคล้ายกับรัฐศักดินาโบราณ  นอกจากนั้นในเล่มยังชี้ชวนให้เห็นปัญหา “ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทย”  คือสถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่อต้านเครือข่ายกษัตริย์  ก่อนที่จะปรากฏการณ์เคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน

 

3. ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา

เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน

ในแวดวงวิชาการระดับโลกคงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ในฐานะ “ยักษ์” ที่ต้องข้ามให้พ้นด้วยผลงานชิ้นสำคัญ Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (1983)  สำหรับไทยศึกษา   แอนเดอร์สันได้มอบผลงานที่ทรงคุณค่าไม่ว่าจะเป็น “Withdrawal Symptoms: Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup” (1977) “Studies of the Thai State: The State of Thai Studies” (1979)   ชิ้นแรกคือการวิเคราะห์ว่าทำไมเหตุการณ์ 6 ตุลาถึงเกิดขึ้นและได้รับการยอมรับของชนชั้นนำไทย แอนเดอร์สันไม่ได้มองเพียงแค่เหตุการณ์ในปี 2519 แต่มองย้อนกลับไปถึงยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของทั้งกระฎุมพีและศักดินาไทย  ซึ่งทั้งหมดถูกทำลายลงไปภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และบริบทของการเมืองเศรษฐกิจโลก ความสยดสยองในวันที่  6 ตุลาคือผลลัพธ์ที่ออกมา ขณะที่ชิ้นต่อมาคือการเช็คบิลวงการไทยศึกษาของนักวิชาการอเมริกันที่สร้างมายาคติเกี่ยวกับสังคมไทย ที่เบเนดิกท์ แอนเดอร์สันได้วิพากษ์อย่างร้อนแรง รวมทั้งได้แสดงทัศนะอย่างแหลมคมว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทย  นี่เป็นงานที่ต้องอ่านแม้จะเขียนในทศวรรษ  1970 จนถึงปัจจุบัน ทศวรรษ  2020 ก็ยังต้องอ่าน ทั้ง 2 ชิ้นได้แปลไว้ในหนังสือเล่มนี้

 

4. 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง : ว่าด้วย 6 ตุลา

ธงชัย วินิจจะกูล

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมงานเขียนของธงชัย วินิจจะกูล  ว่าด้วย 6 ตุลในต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น ยังเป็นประจักษ์พยานที่ผู้เขียนได้เกาะติด  6  ตุลา มาทั้งชีวิต ทั้งในฐานะเหยื่อและนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนขึ้นในปี 2538 จนนำมาสู่การจัดงานครบรอบ 20 ปี 6 ตุลา ในปี 2539 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปิดเผย “ความทรงจำ” ว่าด้วย 6 ตุลาต่อสาธารณะจากมุมมองของฝ่ายซ้ายผู้ตกเป็นเหยื่อไปจนถึงในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาความทรงจำในรูปแบบต่าง ๆ  จนนำให้ผู้เขียนต้องไปเผชิญหน้ากับ “ฝ่ายขวา”  ที่เคยเป็นศัตรูกันภายหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 2-3 ทศวรรษจนเกิดเป็นงานชิ้นสำคัญ “ 6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี)” รวมทั้งผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจกับการจัดการความทรงจำของเหยื่อในรูปแบบต่างๆ ดังปรากฏในบทความ “ตามหาลูก : จดจำและหวังด้วยความเงียบ”

 

5. การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน : ชาวนา นักศึกษา กฎหมาย และความรุนแรง ในภาคเหนือของไทย

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น

ถึงแม้ว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องราวการต่อสู้ของเหล่านักศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ใฝ่ฝันถึงสังคมที่เป็นธรรมที่ถูกรัฐปราบปราม ในช่วง 14-6 ตุลา กว่าเก่าแต่ เริ่มส่งเสียงให้เป็นที่ได้ยิน (พร้อมๆ กับการตั้งคำถามกับเรื่องเล่าแบบเดิม) กระนั้นก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ยังไม่ปรากฏ ที่ยังไม่มีที่ทาง ที่ยังไม่มีปากเสียงในภาพประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือเสียงของบรรดาชาวนาผู้อาจหาญแห่งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย หนังสือ การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน โดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์น เล่มนี้ช่วยนำพาชิ้นส่วนของภาพและเสียงของเหตุการณ์การต่อสู้ของขบวนการชาวนาในภาคเหนือ เข้ามาปะติดปะต่อกับภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่กรุงเทพฯ ซึ่งพอจะเป็นที่รับรู้แล้วก่อนหน้านี้จากการจัดงานรำลึกและหนังสือวิชาการที่ทยอยออกมาบอกเล่าประวัติศาสตร์  ความโดดเด่นของ การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน อยู่ที่การเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่ศึกษามวลชนผู้เคลื่อนไหวที่อยู่ในสถานะรอง (subaltern studies) ซึ่งในที่นี้คือ เหล่าชาวนาที่มักจะตกขบวนประวัติศาสตร์อยู่เสมออันเนื่องมาจากถูกละเลยความสำคัญ ในหนังสือเล่มนี้ ชาวนากลับกลายเป็นตัวแสดงหลัก ขณะที่นักศึกษา คณาจารย์ นักกฎหมาย และนักการเมืองหัวก้าวหน้าเป็นตัวประกอบที่มีสถานะเป็นแนวร่วมหรือ พันธมิตรของชาวนาเท่านั้น