ข้อมูลทั่วไป
| ผู้เขียน | ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ |
|---|---|
| จำนวนหน้า | 360 |
| ปีที่พิมพ์ | 2569 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169541806 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169541813 |
ปกแข็ง 467.00 บาทปกอ่อน 382.00 บาท
หมายเหตุ
• จัดส่งฟรี เริ่มส่งวันที่ 28 ตุลาคม 69
• หากสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ด้วย ทางสำนักพิมพ์ขอส่งพร้อมกัน
| ผู้เขียน | ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ |
|---|---|
| จำนวนหน้า | 360 |
| ปีที่พิมพ์ | 2569 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169541806 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169541813 |
คำนำสำนักพิมพ์
คำนำเสนอ โดย จุนโกะ โคอิซูมิ
คำนำผู้เขียน
บทนำ ทำไมกองทัพไทยกลายเป็นสถาบันอันทรงเกียรติของลูกผู้ชาย
บทที่ 1 กำเนิดกองทัพบกสยามยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
บทที่ 2 ปลูกฝังอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
บทที่ 3 เกียรติยศทหารหาญ กระบวนการสร้างทหารระหว่างทศวรรษ 2440–2460
บทที่ 4 “คือเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” งานเขียนประวัติศาสตร์กองทัพบกสยาม
บทที่ 5 “ลูกผู้ชาย” กับ “นักรบ” ความเป็นชายของสยามในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 1
บทที่ 6 การช่วงชิงความหมาย “เกียรติยศ ความเป็นชาย และนักรบ” พ.ศ. 2468–2475
บทที่ 7 กองทัพบกสยามในคราวเสื่อมถอย
บทสรุป เกียรติยศ ชาย ชาติ ทหาร ฤาเป็นเพียงมายาคติ
ประวัติผู้เขียน
บรรณานุกรม
ดรรชนี
นับแต่ที่กองทัพสมัยใหม่สถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมกับการก่อรูปรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กองทัพสยามกลับไม่เคยทำสงครามรบกับข้าศึกศัตรูนอกราชอาณาจักรเลย แล้วเหตุใดกองทัพจึงภาคภูมิใจใน “เกียรติยศ ชายชาติทหาร” ของตนยิ่งนัก นี่คือคำถามสำคัญของหนังสือเล่มนี้
ทั้งที่ไม่เคยรบทัพจับศึก ชายฉกรรจ์ไพร่สามัญที่มาจากหลากพื้นเพภูมิหลัง ถูกเกณฑ์เข้าประจำการในกองทัพตลอดระยะเวลา 2 ปี ได้เปลี่ยนรูปแปลงร่างเป็นนายทหารที่องอาจผ่าเผย มีความสามารถทำการรบพร้อมอุทิศตนเพื่อชาติและพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยตั้งข้อสังเกตประเด็นนี้ไว้ว่า
ปัญหาของกองทัพสมัยใหม่ของไทยคือจะกลืนนักรบชาวนาให้กลายเป็นทหารในกองทัพสมัยใหม่ได้อย่างไร…สิ่งแรกที่ต้องทำคือฝึกระเบียบวินัยอย่างหนัก จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อให้ดูสวยงามเป็นระเบียบ เป็นศักดิ์ศรีของกองทัพ แต่เพื่อละลายนักรบชาวนาซึ่งมีความเป็นปัจเจกสูงมากให้กลายเป็นเซลล์ส่วนหนึ่งของอินทรีย์กองทัพสมัยใหม่[1]
หนังสือเล่มนี้ต่อยอดไปไกลกว่านั้น ด้วยการกะเทาะเปลือกที่ห่อหุ้มอุดมการณ์ทหารสยามในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยยึดกองทัพบกเป็นศูนย์กลางเพื่อศึกษาว่ากระบวนการสร้างทหารให้เหนือกว่าคนกลุ่มอื่นในสังคมเกิดขึ้นอย่างไร เราจะได้เห็นการปลูกสร้างสำนึกฝึกหัดทหารเลวที่เดิมเป็นแต่เพียงไพร่ฉกรรจ์ถูกเกณฑ์มาเป็นครั้งคราว ให้กลายเป็นทหารอาชีพผู้ทรงเกียรติและเป็นแบบอย่างพลเมืองดีของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตลอดจนการขับเคี่ยวช่วงชิงนิยามความหมายของ “ชายชาติทหาร” โดยเฉพาะช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองที่แสดงให้เห็นการขัดกันทางอุดมการณ์อย่างชัดแจ้ง ระหว่างการเป็นทหารที่จงรักภักดีพิทักษ์ระบอบเก่ากับการเป็นทหารที่ก้าวหน้าปฏิวัติชาติไทยให้รุ่งเรือง
อาจกล่าวได้ว่างานศึกษาเกี่ยวกับทหารไทยในมิติทางอุดมการณ์นั้นมีไม่มากนัก เกียรติยศ ชาย ชาติ ทหาร : กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์กองทัพบกสยามยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดย ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ คือหนึ่งในนั้น สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้โดดเด่นจากงานวิชาการทหารศึกษาอื่นๆ คือการใช้แนวคิดเรื่อง “เกียรติยศ” และ “ความเป็นชาย” มาศึกษาอุดมการณ์กองทัพสยาม อุดมการณ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบอย่างไรจนทำให้กองทัพบกสามารถสถาปนาตนเป็นสถาบันอันทรงเกียรติได้อย่างชอบธรรม
น่าสนใจกว่านั้นคือ ด้วยหมวกความเป็น “ผู้หญิง” ของผู้เขียนที่ศึกษาความเป็นชายในโลกของชายสมชายอย่างกองทัพบกนี้เอง ทำให้งานชิ้นนี้สามารถหยิบจับส่วนเสี้ยวร่องรอยในเอกสารราชการที่เผยแพร่ในหมู่ทหารหรือแม้แต่เรื่องสัพเพเหระในสิ่งพิมพ์ทหารมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีของการศึกษาซึ่งบางทีหากผู้ศึกษาเป็นชายอาจมองผาดก็เป็นได้ ผู้เขียนได้เลือกเฟ้น จับวาง ไล่เรียง สนทนาวิเคราะห์วิพากษ์หลักฐานเอกสารเหล่านั้น เพื่อคลี่ขยายอุดมการณ์เบื้องหลังที่อยู่ “ระหว่างบรรทัด” จนราวกับว่าผู้อ่านได้เลื่อนดูฉากต่างๆ ได้สัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศสังคมสยามชั่วขณะนั้นด้วยตนเอง
ในแต่ละบท ผู้อ่านจะได้เห็นเครื่องมืออันหลากหลายที่กองทัพบกรังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้าง “ทหารแท้” ภัทรัตน์เจาะลึกให้เราเห็นตั้งแต่ว่าเมื่อชายผู้หนึ่งถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร เขาต้องเรียนรู้สิ่งใดบ้างกว่าจะได้เป็นนายทหารเต็มขั้นอย่างภาคภูมิ การหล่อหลอมอุดมการณ์จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ผ่านพิธีกรรมทหารที่ผนวกเข้ากับพระราชพิธีแต่โบราณอย่างพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยารวมถึงผ่านตำราประวัติศาสตร์ฉบับชาตินิยม การควบคุมสอดส่องร่างกายและพฤติกรรมของทหารผ่านเครื่องแบบและกฎยุทธวินัยอย่างเข้มงวดเคร่งครัด การสร้างสำนึกรวมหมู่คณะรวมถึงความนิยมการเป็นทหารผ่านการจัดแสดงยุทธการรบอันยิ่งใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน การฝึกหัดท่าทางอย่างทหารให้เป็นแบบอย่าง “สมบัติของผู้ดี” ในยามที่สยามกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ การอบรมมารยาทและการเข้าสังคมของทหารผ่านคู่มือฝึกนิสัยและมารยาทสำหรับทหารบก ตลอดจนการแพร่ขยายค่านิยมแบบชนชั้นกลางผ่านงานเขียนของนักเขียนปัญญาชนในนิตยสารทหารที่อ่านกันในหมู่ทหาร จนท้ายที่สุดเราจะเห็นว่าอุดมการณ์ทหารที่สร้างผ่านเครื่องมือเหล่านี้เลื่อนไหลไปตามบริบทสังคมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสถาบันหลักของชาติ
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผู้อ่านอาจเกิดคำถามตัวโตๆ ในหัวว่า เหตุใดกองทัพบกที่สถาปนาตนเป็นสถาบันอันทรงเกียรติยศ/เกียรติศักดิ์เช่นนี้กลับหันอาวุธในมือเข้ารบราห้ำหั่นกับประชาชนในชาติเสียเอง นับแต่สงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2500–2520 การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, พฤษภา 2535 และเมษา–พฤษภา 2553 รวมถึงการรัฐประหารยึดอำนาจด้วยข้ออ้าง “เพื่อปกป้องราชบัลลังก์” โดยเฉพาะหลังรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557 เป็นต้นมากองทัพได้หันมาใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่างด้วยสารพัดคดีการเมืองที่ทหารเป็นโจทก์กล่าวหา-ยื่นฟ้องประชาชน[2]
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลทหารที่แรกตั้งเมื่อปี 2450 เพื่อชำระคดีความข้อพิพาทในหมู่ทหารหรือระหว่างทหารกับพลเรือนและลงโทษทหารที่ทำให้เกียรติยศของทหารเสื่อมเสีย กลับถูกฉวยใช้อย่างผิดฝาผิดตัวกับการดำเนินคดีประชาชนที่ต่อต้าน คสช. ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ให้ศาลทหารพิจารณาคดีของพลเรือน ทั้งที่คดีพลเรือนที่ขึ้นศาลทหารจำนวนมากล้วนเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในสังคมปกติ เช่น คดีไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. คดีนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตในโครงการราชภักดิ์ เป็นต้น แม้มีคำสั่งยุติการใช้ศาลทหารในภายหลัง แต่ประชาชนหลายคนที่ตกเป็นจำเลยกลับถูกคุมขังก่อนการพิจารณาคดีในศาลทหารซึ่งล่าช้าและพรากสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมไปจนหมดสิ้น[3]
หากงานชิ้นนี้จะส่องสะท้อนออกไปนอกโลกวิชาการทหารศึกษา เราก็หวังอย่างยิ่งว่ามันจะช่วยกระตุกมโนสำนึกของกองทัพและเหล่าทหารผู้กล้าว่า การกระทำของกองทัพดังกล่าวมานี้เป็นหน้าที่ของ“ลูกผู้ชาย” ที่ทำตนให้สมกับ “เกียรติยศซึ่งเป็นทหาร” ดังที่บรรจุไว้ใน “หลักสูตรพลทหาร”—พิมพ์เขียวของการสร้างทหารในอุดมคติของกองทัพบกแล้วหรือไม่
หนังสือเล่มนี้เป็นลำดับที่ 3 ในชุด “ทหารไทย” ที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันตั้งใจจัดทำขึ้น—เช่นเดียวกับชุด“สยามพากษ์” “กษัตริย์ศึกษา” “ทวิพากษ์” ที่ออกมาก่อนหน้านี้—เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับทหารไทยในหลากมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ อุดมการณ์และวัฒนธรรม โดยหวังว่าหนังสือชุดนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเท่าทันพลวัตของสถาบันทหาร พร้อมกับเป็นฐานความรู้ความเข้าใจในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกองทัพต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นภารกิจหนักหนาที่รอการชำระสะสาง
[1] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “จากกองทัพชาวนาถึงกองทัพสมัยใหม่,” ใน ทหารไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร : ลัทธิอาณานิคม วัฒนธรรมเผด็จการ และการเมืองมวลชน (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2568), 176–77.
[2] ตัวอย่างเช่นกรณีกลุ่มนักวิชาการจัดแถลงข่าวเรื่อง “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2558 ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 แจ้งความดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน หรือกรณีนักกิจกรรมเชียงใหม่อ่านประกาศคณะราษฎรในกิจกรรม “แห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย ปักหมุดกระจายอำนาจ” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2566 ก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารของมณฑลทหารบกที่ 33 กล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 รวมถึงกรณีอื่นๆ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่ากองทัพแสดงตัวเป็นคู่กรณีกับประชาชนในความขัดแย้งทางการเมืองหลังรัฐประหาร ดู ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “สำรวจผลงาน‘ทหาร’ กล่าวหาคดีแสดงออกทาง
การเมือง ส่วนใหญ่อัยการสั่งไม่ฟ้อง-ศาลยกฟ้อง,” 25 เมษายน 2568, https://tlhr2014.com/archives/75004.
[3] แม้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 55/2559 ให้ยุติการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือน แต่การ
กระทำผิดระหว่างวันที่ 25 พ.ค. 2557–11 ก.ย. 2559 จะยังคงถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร ดู ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “20 เหตุผลที่พลเรือนไม่ควรขึ้นศาลทหาร,” 10 เมษายน 2562, https://tlhr2014.com/archives/11801.
ศาสตราจารย์โยเนโอะ อิชิอิ (Yoneo Ishii) ในบทความเรื่อง “Thai no yoeki seido no ichi kosatsu : San-in hoten wo chushin to shite” [ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบเกณฑ์แรงงานของไทย ดังที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง] (1968) ได้นำเสนอภาพถ่ายแขนที่มีรอยสักของชายคนหนึ่ง ซึ่งท่านได้พบเห็นบริเวณชานเมืองชัยภูมิในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เพื่อเป็นตัวอย่างของการขึ้นทะเบียนชายฉกรรจ์แบบดั้งเดิมด้วยวิธีสัก แม้ว่าท่านจะตั้งข้อสังเกตว่าตัวอย่างนี้ออกจะอยู่นอกขอบเขตของบทความว่าด้วยระบบเกณฑ์แรงงานของท่านไปบ้าง แต่กรณีดังกล่าวดูจะเกี่ยวข้องกับประเด็นในที่นี้ เพราะจุดประสงค์ของการสักนั้นคือเพื่อเกณฑ์ทหาร ตามคำอธิบายของศาสตราจารย์อิชิอิ อักขระและตัวเลขที่สักอยู่บนแขน ได้แก่ ๒๔๕๘ ตามด้วย ทบ๕ [ทหารบก ๕], น [นครราชสีมา] และ ๗๐๒ แสดงให้เห็นว่าชายผู้นั้นได้รับการขึ้นทะเบียนใน พ.ศ. 2458/ค.ศ. 1915 ในฐานะทหารเกณฑ์หมายเลข 702 เพื่อเข้ารับราชการในกรมที่ 5 [หรือหน่วยที่ 5?] ในนครราชสีมา
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติแบบก่อนสมัยใหม่ที่ใช้การสักเพื่อขึ้นทะเบียนชายฉกรรจ์เป็นแรงงานไพร่หรือทาส ได้ถูกสืบทอดเข้ามาในระบบเกณฑ์ทหารสมัยใหม่ พระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 ซึ่งออกในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2448 และกฎเสนาบดีวิธีจัดการและอธิบายตามพระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 ซึ่งประกาศในเดือนตุลาคม 2448 กำหนดว่า ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุระหว่าง18 ถึง 39 ปี ตามหลักแล้วมีหน้าที่ต้องรับราชการทหาร พร้อมระบุเงื่อนไขในการเข้ากองประจำการ รวมทั้งกำหนดว่าผู้ที่เข้าประจำการจะต้องถูกสัก นอกจากนี้ เงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกันยังระบุว่า สมาชิกราชวงศ์ที่มียศตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป รวมทั้งบุคคลบางประเภท จะรับราชการได้เฉพาะในฐานะนายทหารชั้นสัญญาบัตรหรือนักเรียนนายร้อยตามการที่สมควร ส่วนผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมราชวงศ์และหม่อมหลวง และบุตรข้าราชการสัญญาบัตร เมื่อถูกเกณฑ์ทหารก็สามารถเลือกที่จะไม่สักได้หากต้องการ
การที่ชายสามัญชนชาวสยามซึ่งได้รับการปลดปล่อยจากระบบเกณฑ์แรงงานไพร่และระบบทาส กลายเป็นพลเมืองของรัฐที่กำลังทำตนให้ทันสมัย/ศิวิไลซ์เพื่อมุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรือง กลับถูกเกณฑ์เป็นทหารอีกครั้งและขึ้นทะเบียนด้วยการสักนั้นดูจะเป็นเรื่องย้อนแย้ง อันที่จริงในปี 2442 เมื่อรัฐบาลสยามกำลังพิจารณาระบบการขึ้นทะเบียนสามัญชนแบบใหม่ (เลก) ภายใต้ระบบการปกครองท้องถิ่นที่เพิ่งเริ่มใช้ โดยเปลี่ยนจากการขึ้นทะเบียนตามสังกัดมูลนายมาขึ้นทะเบียนตามเขตพื้นที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงให้ความเห็นต่อวิธีการขึ้นทะเบียนด้วยการสักที่ใช้อยู่ในเวลานั้น โดยทรงเห็นว่า “ถ้าโปรดเกล้าฯ ให้เลิกสักเสียแล้ว ก็จะเป็นพระเกียรติยศและพระเดชพระคุณอันยิ่งใหญ่สุดซึ่งจะพรรณนา” แล้วเราควรทำความเข้าใจความย้อนแย้งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นนี้อย่างไร
แท้จริงแล้ว กองทัพสยามซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่19 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งและภาวะอิหลักอิเหลื่อหลายประการ หนึ่งในคำถามพื้นฐานที่สุดที่กองทัพต้องเผชิญก็คือ ศัตรูภายนอกซึ่งเป็นภัยต่อราชอาณาจักรมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นพม่า เวียดนาม และมหาอำนาจอาณานิคมที่กดดันเข้ามาจากทุกทิศทาง หากไม่ถูกสยบ/ยึดเป็นอาณานิคมไปแล้ว ก็แปรเปลี่ยนเป็นภัยคุกคามชนิดอื่นซึ่งเรียกร้องให้ต้องจัดการโดยใช้การทูตมากกว่าการทหาร แล้วในสภาวะเช่นนี้ กองทัพจะสร้างสำนึกถึงจุดมุ่งหมาย เกียรติ และอัตลักษณ์ให้แก่ตนเองและบรรดาชายที่กองทัพเกณฑ์เข้ามาได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้มุ่งตอบคำถามที่สำคัญแต่ยังได้รับการศึกษาเพียงน้อยนิดนี้
ดังที่ ดร. ภัทรัตน์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็น คำตอบอยู่ในมิติของอุดมการณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการสร้างและเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องเกียรติยศและความเป็นชายซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา กองทัพสยามสร้างอัตลักษณ์บนรากฐานของความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนา และชาติ ไม่ใช่ผ่านการทำสงครามกับต่างประเทศ หากผ่านการเกณฑ์ทหาร พิธีกรรม วินัยทางร่างกาย การศึกษา และสิ่งพิมพ์ ตำราทหาร วารสารทหาร พระราชดำรัส พิธีกรรมของกรมทหาร และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ล้วนมีส่วนในการหล่อหลอมทหารและกองทัพ ตลอดจนนำเสนอภาพของทหารออกสู่สาธารณชนในวงกว้าง ทหารที่มีเกียรติคือทหารที่จงรักภักดี ประพฤติตนดี และอุทิศตนต่อพระมหากษัตริย์ คือตัวแทนที่เป็น
รูปธรรมของสยามซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้กรอบอุดมการณ์เช่นนี้ การสักทหารเกณฑ์ที่เป็นสามัญชนจึงเป็นผลที่ตามมาโดยธรรมชาติ แม้จะดูย้อนแย้งก็ตามที
อย่างไรก็ตาม ดังที่ ดร. ภัทรัตน์เสนอ อุดมการณ์นี้ไม่เคยหยุดนิ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ พ.ศ. 2453–2468) ทรงเป็นสถาปนิกผู้วางรากฐานอุดมการณ์ดังกล่าวอย่างแข็งขันที่สุด โดยทรงสร้างอุดมคติความเป็นชายขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายแบบ ทั้งสุภาพบุรุษชนชั้นนำผู้มีการศึกษาและได้รับการขัดเกลา ตลอดจนนักรบผู้เสียสละตนเอง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละช่วงเวลา การตัดสินใจของสยามที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้เปิดโอกาสเพียงชั่วครู่ให้ทหารสยามปรากฏตัวบนเวทีโลก และภาพของนักรบผู้กล้าหาญและพร้อมจะพลีชีพเพื่อประเทศของตนก็ได้รับการส่งเสริมอย่างแข็งขัน แต่ช่วงหลังสงครามได้นำแรงกดดันใหม่ๆ เข้ามา ได้แก่ การขยายตัวของเมือง การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางที่เริ่มไม่พอใจโครงสร้างสังคมเดิม และในที่สุดคือวิกฤตเศรษฐกิจอันรุนแรงในช่วงทศวรรษ 2470 เมื่อภูมิทัศน์ทางสังคมและสภาวะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ความหมายที่ผูกอยู่กับเกียรติและความเป็นชายของทหารก็เปลี่ยนไปด้วย ตัวทหารเองเริ่มแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ต่อความหมายของการเป็นชายในเครื่องแบบที่บางครั้งก็สร้างความไม่สบายใจให้กับชนชั้นนำ เป็นวิสัยทัศน์ที่ไม่จำเป็นต้องรวมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์หรือการยึดมั่นในค่านิยมทางพุทธศาสนาไว้อีกต่อไป ทั้งยังเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นถึงบทบาทของทหารในชีวิตทางการเมือง ตามข้อเสนอของ ดร. ภัทรัตน์ เรื่องนี้เป็นภูมิหลังสำคัญของการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ซึ่งยุติระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หนังสือเล่มนี้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างละเอียด โดยอาศัยเอกสารชั้นต้นหลากหลายประเภทที่เก็บรักษาอยู่ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติของไทยและห้องสมุดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เช่น เอกสารราชสำนัก ฎีกาของทหาร ตำราทหาร กฎหมายและประกาศต่างๆ นิตยสารทหาร ได้แก่ ยุทธโกษ และ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ ตลอดจนบทความในหนังสือพิมพ์ ดร. ภัทรัตน์ซึ่งศึกษาประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและเพศสภาพในประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ไม่เพียงแต่อุดมการณ์ทางการที่สถาบันกษัตริย์และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพส่งเสริมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการที่หลากหลายและมีการโต้แย้งกันมากกว่า ซึ่งพลทหารทั่วไปและนายทหารชั้นผู้น้อยใช้ในการทำความเข้าใจและต่อรองกับเกียรติ ความเป็นชาย และอัตลักษณ์ของตนเอง
มีประเด็นสำคัญหลายประการที่ดำเนินอยู่ตลอดทั้งเล่ม ประเด็นหนึ่งคือความตึงเครียดระหว่างความต่อเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงในภาษาที่ใช้พูดถึงเกียรติยศและความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อีกประเด็นหนึ่งคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคมพลเรือน เพราะกองทัพไม่ได้สร้างอุดมการณ์ของตนขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ผ่านการสนทนาและปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับโลกทางสังคมในวงกว้าง และซึมซับคุณค่าของชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตขึ้น ประเด็นที่สามคือคำถามเรื่องความเป็นผู้กระทำการ (agency) กล่าวคือ บรรดาชายที่ถูกเกณฑ์ ถูกฝึก และได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิถีแห่งการเป็นทหารผู้มีเกียรติ มิได้เป็นเพียงผู้รับอุดมการณ์อย่างเฉื่อยชาเท่านั้น
คำถามที่หนังสือเล่มนี้ตั้งขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่กองทัพสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง เกี่ยวกับการใช้เกียรติและความเป็นชายในการสร้างอัตลักษณ์ และเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมทหารกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจมิได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ในหลายแง่มุม คำถามเหล่านี้ยังคงอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้
จุนโกะ โคอิซูมิ (Junko Koizumi)
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยเกียวโต
หลังจากเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเกียวโตได้ราวสิบเดือน ผู้เขียนเริ่มรู้สึกกดดันกับการหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ เนื่องจากหัวข้อที่ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ก่อนข้ามน้ำข้ามทะเลจากไทยไปญี่ปุ่นยังไม่ลงตัวดีนัก เรียกอย่างวิชาการคือ อาจจะยังไม่ทำให้เกิดข้อค้นพบใหม่ และหากจะพูดอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นคือ ผู้เขียนยังไม่รู้สึกผูกพันกับหัวข้อมากพอที่จะมั่นใจว่าจะอยู่กับมันได้ตลอดเส้นทาง
การทำวิทยานิพนธ์
สำหรับผู้เขียนแล้ว การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ใช่เพียงการเลือก “เรื่องที่จะเขียน” แต่เป็นการเลือก “เรื่องที่จะต้องใช้ชีวิตด้วย” เนื่องจากประเด็นนั้นจะกลายมาเป็นสิ่งที่ต้องอ่าน คิด สงสัย โต้แย้ง รื้อ และกลับไปทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากประเด็นดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้มากพอ การทำวิทยานิพนธ์ก็อาจกลายเป็นภาระอันยืดยาวและหนักอึ้งมากกว่าการเดินทางทางความคิดที่กระตุ้นให้เกิดความสงสัยใคร่รู้และกระตือรือร้นที่จะหาคำตอบ ด้วยเหตุนี้ช่วงเวลาระหว่างนั้นจึงเป็นช่วงที่เกิดความกังวล สับสน และท้อใจอยู่ไม่น้อย เพราะเวลายังคงเดินหน้า ขณะที่หัวข้อซึ่งจะเป็นแกนของงานทั้งเล่มยังไม่ปรากฏชัด
เดือนมกราคม 2019 อากาศในเมืองเกียวโตยังหนาว วันนั้นผู้เขียนนั่งอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ ติดกับห้องสมุดของศูนย์เอเชียและแอฟริกันศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ฮีตเตอร์ถูกเปิดไว้พออุ่น มีกลิ่นพรมและหนังสือเก่าคละคลุ้งไปหมดขณะนั้นผู้เขียนทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยแบบไม่เต็มเวลา ทำหน้าที่จัดระเบียบและลงทะเบียนหนังสือภาษาไทย มือหนึ่งก็จัดหนังสือลงกล่องไป สมองพลันนึกออกว่า มีหัวข้อหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโทสาขา Gender History ที่ University of Edinburgh สกอตแลนด์ นั่นคือ บุรุษศึกษา(Masculinities Studies)
สิ่งที่ผู้เขียนสนใจในกรอบคิดนี้คือ การศึกษาผู้ชายและ “ความเป็นชาย” ในฐานะสิ่งที่หลากหลาย เปลี่ยนแปลงได้ และสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ความเป็นชายมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มิใช่คุณสมบัติที่ติดตัวผู้ชายทุกคนมาโดยกำเนิดในรูปแบบเดียวกัน และมิใช่สิ่งที่มีความหมายตายตัว หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ถูกสอน ถูกฝึก ถูกแสดงออก ถูกยอมรับ และถูกท้าทายในแต่ละสังคม แต่ละยุคสมัย และแต่ละสถาบันทางสังคม กรอบคิดดังกล่าวทำให้ผู้เขียนเริ่มมองเห็นว่า คำว่า “ผู้ชาย” มิได้เป็นหมวดหมู่ที่เรียบง่ายอย่างที่เคยเข้าใจ ผู้ชายแต่ละกลุ่มในสังคมไม่ได้มีสถานะ อำนาจ ความคาดหวัง หรือแบบแผนของความเป็นชายเหมือนกันทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในขณะที่การศึกษาความเป็นชายได้รับความสนใจมากขึ้นในวงวิชาการสากล กรอบคิดดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อธิบายสังคมไทยอย่างกว้างขวางนัก โดยเฉพาะในเชิงประวัติศาสตร์
จากจุดเริ่มต้นของความประทับใจที่ติดค้างมาจากห้องเรียนของอีกซีกโลก ก็มาถึงคำถามต่อไปว่า ถ้าจะศึกษาความเป็นชายในสังคมไทย ควรจะตั้งขอบเขตไว้กว้างมากน้อยเพียงใด เนื่องจากระยะเวลาในการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ควรอยู่ที่สามปีเท่านั้น หากหัวข้อหรือขอบเขตกว้างเกินไปก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ท้ายที่สุดจึงตกลงใจเลือกศึกษากลุ่มทหารบก เพราะเป็นหนึ่งในสถาบันที่ภาพและแบบแผนของ “ความเป็นชาย” ถูกผลิต ย้ำ และทำให้มองเห็นอย่างเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งในสังคมไทย ทั้งยังเป็นสถานะทางสังคมของผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ผูกโยงกับวินัย อำนาจ ร่างกาย เครื่องแบบ ชาติ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความชอบธรรมทางการเมือง การศึกษาความเป็นชายผ่านทหารบกจึงเปิดโอกาสให้ผู้เขียนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อำนาจ รัฐ และประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ กองทัพบกยังเป็นสถาบันที่มีหลักฐานให้ค้นคว้าจำนวนมากและหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเอกสารราชการ คำสั่ง ระเบียบ หนังสืออนุสรณ์ สิ่งพิมพ์ของทหาร คู่มือการฝึก หนังสือพิมพ์ วรรณกรรม เรื่องสั้น ตลอดจนงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมและแบบแผนของทหาร หลักฐานเหล่านี้ช่วยเปิดทางให้เห็นว่า ความเป็นทหารและความเป็นชายไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในสนามรบหรือในพื้นที่การเมืองระดับกว้างเท่านั้น หากยังปรากฏอยู่ในถ้อยคำที่ใช้สั่งสอน ในพิธีกรรมที่จัดขึ้นซ้ำๆ ในเครื่องแบบที่ถูกออกแบบให้สวมใส่ ในระเบียบที่ควบคุมร่างกาย และในเรื่องเล่าที่ทำให้ทหารมองตนเองในฐานะบุคคลประเภทหนึ่งที่ผิดแผกจากสามัญชนคนธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านหลักฐานมากเข้า ผู้เขียนกลับพบว่า นอกจากความเป็น “ชายชาติทหาร” ยังพบว่า “เกียรติยศ” เป็นคำที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งจนไม่อาจมองข้าม และผู้เขียนเริ่มเห็นว่า “เกียรติยศ” สำหรับกองทัพบกสยามมิใช่เพียงคำสวยงามที่ใช้ประดับวาทกรรมเท่านั้น หากเป็นเสาหลักสำคัญของอุดมการณ์ทหาร ดังนั้นหากจะทำความเข้าใจความคิดของกองทัพบกสยาม ไม่อาจมองข้ามความคิดเรื่อง “เกียรติยศ” ได้เลย เพราะเกียรติยศทำหน้าที่เป็นทั้งหลักศีลธรรม เครื่องมือควบคุมวินัย และอุดมการณ์ความคิดที่พยายามหล่อหลอมชายซึ่งเข้าสู่ระบบกองทัพให้ลดทอนความเป็นปัจเจกบางส่วน และผูกตนเข้ากับแบบแผนความคิดและความประพฤติร่วมของความเป็นทหาร
ในท้ายที่สุด ทิศทางของวิทยานิพนธ์จึงค่อยๆ เคลื่อนจากการศึกษาความเป็นชายของทหารบก ไปสู่การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเป็นชาย” และ “เกียรติยศ” ของทหารบกสยามในช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์—ช่วงเวลาสำคัญที่อุดมการณ์ของกองทัพบกสยามถือกำเนิดและก่อตัวขึ้น การไม่ได้ทำหน้าที่ทางการทหารที่ต่อสู้กับอริราชศัตรูภายนอกส่งผลให้แก่นแกนของอุดมการณ์ทหารบกสยามมีศูนย์กลางอยู่ที่การอุทิศตนเพื่อพระมหากษัตริย์ ก่อนที่อุดมการณ์ดังกล่าวจะถูกตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงความหมายเมื่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาถึงในปี 2475
ภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ผู้เขียนได้แปลวิทยานิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงจนพัฒนามาเป็นหนังสือเล่มนี้ การได้กลับมาเขียนงานชิ้นเดิมด้วยภาษาของตนเองเปิดโอกาสให้ผู้เขียนถ่ายทอดนัยของถ้อยคำและความหมายบางประการเกี่ยวกับ “เกียรติยศ” “ความเป็นชาย” และโลกความคิดของทหารได้ละเอียดกว่าที่เคยทำไว้ในวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ กล่าวได้ว่า แม้โครงสร้างหลักของหนังสือยังคงยึดตามวิทยานิพนธ์เดิม โดยจัดเนื้อหาตามเครื่องมือต่างๆ ที่กองทัพใช้ในการปลูกฝังและสร้างอุดมการณ์ สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นอย่างสำคัญคือรายละเอียดจากหลักฐานชั้นต้นและการอ้างอิงเอกสารที่มากขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะให้หลักฐานได้ปรากฏและทำงานด้วยตัวของมันเองมากที่สุด ก่อนที่ผู้เขียนจะเสนอคำอธิบายต่อหลักฐานเหล่านั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจเกิดคำถามว่า ผู้เขียนมีสถานะเป็นคนนอกถึงสองชั้น คือ คนนอกต่อกองทัพ และคนนอกต่อความเป็นชาย แล้วจะเข้าใจกองทัพบกและทหารได้อย่างไร แต่ผู้เขียนกลับมองว่า ความเป็นคนนอกถึงสองชั้นทำให้ผู้เขียนไม่ได้เห็นว่ากองทัพบกและสถานะ “ชายชาติทหาร” เป็นสิ่งที่เกิดและดำรงอยู่ในธรรมชาติ แต่กลับมีข้อสงสัยเต็มไปหมดอันเนื่องจากการเป็น “ผู้ไม่รู้” นี่เอง คำถามเหล่านั้นมีตั้งแต่รูปแบบการจัดการกองทัพ เนื้อหาในพิธีกรรมทางทหาร คำสั่ง การปฏิญาณตน รายละเอียดในการฝึกและสั่งสอนทหาร ความสวยงามของเครื่องแบบ ไปจนถึงมุกตลกที่ปรากฏในสิ่งพิมพ์หรือเรื่องสั้นของทหารว่าสะท้อนนัยทางความคิดอย่างไร เหตุใดทหารจึงต้องถูกฝึกให้ยืน เดิน แต่งกาย พูด และรู้สึกในแบบหนึ่ง เหตุใดความกล้าหาญจึงต้องสัมพันธ์กับวินัย เหตุใดเกียรติยศจึงเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหตุใดความเป็นชายแบบทหารจึงถูกทำให้ดูเหมือนเป็นอุดมคติของชายที่ดีในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ไทย
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลผลิตของความพยายามที่จะตามรอยความสงสัยส่วนบุคคลผ่านเอกสาร หลักฐาน และเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะร้อยเรียงออกมาเป็นงานศึกษาที่ท่านถืออยู่ในมือ
ตลอดสามปีเศษของการเก็บข้อมูลและอ่านหลักฐานจำนวนมาก ผู้เขียนพบว่ากองทัพบกเป็นสถาบันที่ซับซ้อนกว่าที่คนนอกอย่างผู้เขียนเคยเข้าใจ ความซับซ้อนนั้นทำให้ทั้งประทับใจและประหลาดใจไปพร้อมกัน กองทัพบกไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานร้อยกว่าปี เป็นหนึ่งในสถาบันที่เข้มแข็งและทรงอำนาจมากที่สุดสถาบันหนึ่งของสังคมไทย แต่โลกภายในของกองทัพบก ทั้งความคิด ภาษา พิธีกรรม และวิธีที่คนในกองทัพเข้าใจตนเอง กลับเปิดให้สังคมภายนอกได้ทำความเข้าใจไม่มากนัก ในสายตาของคนนอก กองทัพบกจึงเป็นเสมือนป้อมปราการขนาดมหึมาที่คนนอกได้แต่แหงนหน้ามองและจินตนาการว่ามีอะไรอยู่ภายในนั้น การเปิดพื้นที่การศึกษาความคิด อุดมการณ์ ความหมายของพิธีกรรม วินัย และประสบการณ์อันหลากหลายของเหล่าทหารที่ดำรงอยู่ภายในสถาบันฯ ที่ถูกร้อยรัดผ่านการสร้างความหมายของความเป็นชายและ “เกียรติยศ” จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้เข้าใจว่าอุดมการณ์ของกองทัพมีส่วนทำให้ชายในเครื่องแบบเกิดสำนึกของความเป็นผู้นำและความชอบธรรม จัดวางตนเองลงในตำแหน่งแห่งที่ของสังคมและปริมณฑลของพลเรือนอย่างไร และเหตุใดสำนึกดังกล่าวจึงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของความสัมพันธ์ทหาร-พลเรือนในสังคมไทย
ในมิติของเพศ การเข้าใจสำนึกความเป็นชายของทหารมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะในแต่ละปี ชายไทยจำนวนมากต้องผ่านระบบการเกณฑ์ การฝึก หรือการเรียนวิชาทหารในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมดล้วนต้องเข้ารับการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกองทัพบก นั่นหมายความว่า กิจกรรมเหล่านี้จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ความคิดและแบบแผนบางประการของกองทัพถูกถ่ายทอดไปยังชายจำนวนมากในสังคมไทย และสิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกฝังพร้อมกับอุดมการณ์ของกองทัพคือ ความเป็นชายแบบทหารที่เน้นทั้งความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ การเป็นสุภาพบุรุษ การปฏิบัติตนให้เหมาะสม ทั้งหมดเป็นไปเพื่อย้ำความเป็นชายแบบ “สมชาย” ที่ทหารพึงยึดถือปฏิบัติแตกต่างไปจากชายพลเรือนและชายกลุ่มอื่นๆ ในสังคม คำถามต่อความเป็นชายของทหารบกจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่าทหารมองตนเองอย่างไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่าความเป็นชายเช่นนี้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ชายด้วยกัน และความสัมพันธ์ระหว่างเพศอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้จึงมิได้มุ่งเสนอภาพกองทัพบก อุดมการณ์ “เกียรติยศ” และความเป็นชายของทหารในฐานะสิ่งที่หยุดนิ่งหรือมีความหมายเดียว หากพยายามชวนให้ผู้อ่านมองกองทัพบกในฐานะพื้นที่ที่ความคิด อุดมการณ์ และความเป็นชายถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การศึกษานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดการทำความเข้าใจกองทัพ ทหาร และความเป็นชายในสังคมไทยที่สลับซับซ้อนและ
เปิดกว้างมากขึ้น
ผู้เขียนขอขอบพระคุณศาสตราจารย์จุนโกะ โคอิซูมิ (Junko Koizumi) อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ให้คำแนะนำ ความใส่ใจ และแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียนตลอดมา หากไม่มีอาจารย์ หนังสือเล่มนี้จะไม่มีวันถือกำเนิดขึ้นมาได้ อาจารย์ไม่ได้เป็นเพียงที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แต่ยังเป็นผู้ชี้ชวนให้เห็นมิติของเพศสภาพที่หลากหลายเหลื่อมล้ำและควรค่าต่อการพิจารณาอย่างละเอียดไม่ว่าในสังคมญี่ปุ่นหรือไทย และยังเป็นต้นแบบให้กับผู้เขียนในการทำงานวิชาการทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ขอบคุณแม่และน้องสำหรับกำลังใจและความเข้าใจตลอดมา เส้นทางวิชาการของผู้เขียนไม่ได้ราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอ แต่การปรากฏตัวของทั้งสองคนเป็นกำลังใจสำคัญและทำให้ช่วงเวลาอันลำบากบรรเทาลง
ขอบพระคุณพันเอก ดร. สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ ที่ได้ช่วยกรุณาให้คำแนะนำและอนุเคราะห์การเข้าเก็บข้อมูลที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขอบคุณมิตรสหายทุกท่านที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสุขหรือทุกข์ ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนามในที่นี้ ขอบคุณคุณขนิษฏา พัฒน์ภากุล, ญาณิน วงค์ใหม่, ฑริดา ใบเกษม, ปิยะเวทย์ กองสอน, ศ.ดร. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, อ. มนวัธน์ พรหมรัตน์, อ. วิชญา มาแก้ว, สาวิตรี สวนพลี, ผศ.ดร. อภิเชษฐ กาญจนดิฐ และขอบคุณมิตรสหายแห่งเมืองเกียวโต กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช, จักรพงษ์ มูลกาวิน, ผศ.ดร. เจษฎากร กาละพงศ์, ผศ.ดร. ชมพูนุท ชมภูรัตน์, ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง, ผศ.ดร. นิตยาภรณ์ พรมปัญญา, ศ.ดร. ปิยะ พงศาพิทักษ์สันติ, พัฒน์ฐพนต์ ภากรนิพัทธ์, ณัฐพล มา, รัชตะ สุวรรณศิลป์, สรชา โกษาแสง, สิรีธร ตั้งสุขเกษมสันต์, สุทธิพงษ์ อ่างทอง และ Assistant Professor Edoardo Siani ทุกท่านที่เอ่ยนามมาทำให้การเดินทางบนเส้นทางของการเรียนปริญญาเอกไม่เงียบเหงา เรียกว่าเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีมากกว่าความขื่นขมก็ว่าได้ ครัวลับเกียวโตจะเป็นหนึ่งในสถานที่แห่งความทรงจำตลอดไป
ผู้เขียนขอขอบคุณคุณวิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ และกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันทุกท่าน สำหรับการอ่านต้นฉบับอย่างละเอียด ตลอดจนคำแนะนำและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ช่วยให้หนังสือเล่มนี้ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาไปจากต้นฉบับเดิมอย่างมาก
หากมีข้อผิดพลาดใดในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว