ข้อมูลทั่วไป
| ชื่อหนังสือ | Owners of the Map : Motorcycle Taxi Drivers, Mobility and Politics in Bangkok |
|---|---|
| ผู้เขียน | คลาวดิโอ โซปรันเซ็ตติ |
| ผู้แปล | สรินณา อารีธรรมศิริกุล |
| จำนวนหน้า | 440 |
| ปีที่พิมพ์ | 2568 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476726 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476733 |
ปกแข็ง 585.00 บาทปกอ่อน 495.00 บาท
| ชื่อหนังสือ | Owners of the Map : Motorcycle Taxi Drivers, Mobility and Politics in Bangkok |
|---|---|
| ผู้เขียน | คลาวดิโอ โซปรันเซ็ตติ |
| ผู้แปล | สรินณา อารีธรรมศิริกุล |
| จำนวนหน้า | 440 |
| ปีที่พิมพ์ | 2568 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476726 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476733 |
คำนำสำนักพิมพ์
คำนำเสนอฉบับภาษาไทย โดย ธงชัย วินิจจะกูล
กิตติกรรมประกาศ
บทนำ
อารัมภบท
ภาคหนึ่ง การเคลื่อนที่
บทที่ 1 ชั้นทับซ้อนที่ไม่ลงตัวของกรุงเทพมหานคร
บทที่ 2 อันตรายของการเคลื่อนที่
บทที่ 3 ความตึงเครียดที่แก้ไม่ตกของการย้ายถิ่น
บทที่ 4 ความย้อนแย้งของอิสรภาพ
ภาคสอง การเคลื่อนไหว
บทที่ 5 ต่อสู้ช่วงชิงรัฐ
บทที่ 6 แปลงความปรารถนาเป็นข้อเรียกร้อง
บทที่ 7 ถอดรื้อเส้นใยเมืองหลวง
บทที่ 8 ผสานอำนาจ
ปัจฉิมบท
ปัจฉิมลิขิต
ประวัติผู้เขียน
บรรณานุกรม
ดรรชนี
“ทำไมเราถึงต้องสนใจมอเตอร์ไซค์รับจ้าง?” นี่อาจเป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจใครหลายคนเมื่อเห็นชื่อของหนังสือเล่มนี้—และเป็นคำถามเดียวกับที่คลาวดิโอ โซปรันเซ็ตติ ผู้เขียนหนังสือถูกถามอยู่บ่อยครั้งในตอนที่เขาเดินทางข้ามโลกมายังประเทศไทยเพื่อศึกษากลุ่มคนที่คนไทยไม่ใคร่จะให้ความสนใจนัก เหตุใดคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพฯ ผู้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์สามัญธรรมดาของเมืองจึงควรค่าแก่การศึกษาอย่างจริงจัง?
คำตอบต่อคำถามข้างต้นก็มาจากข้อค้นพบของหนังสือเล่มนี้ที่ชี้ให้เห็นว่า วินมอเตอร์ไซค์ที่เราๆ ท่านๆ ล้วนเคยใช้บริการรับส่งจากจุดหมายหนึ่งสู่ปลายทางหนึ่งนั้น แท้จริงแล้วคือผู้กุมชะตาเมืองหลวงด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่และอำนวยการไหลเวียนของผู้คน วัตถุ ข่าวสาร และความใฝ่ฝันภายในมหานครแห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นประจักษ์พยานต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยในระดับลึกโดยตรงด้วย
เจ้าของแผนที่ : มอเตอร์ไซค์รับจ้าง การเคลื่อนที่ และการเมืองในกรุงเทพมหานคร ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเหล่าคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้อย่างน่าติดตาม หากยังเป็นงานที่สังเคราะห์ความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมหานคร พัฒนาการทางเศรษฐกิจ โครงสร้างอำนาจ การเคลื่อนไหวทางการเมือง และความขัดแย้งในสังคมไทยที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวถนนของกรุงเทพฯ หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ยืนยันว่าการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวผู้คน ตรงกันข้าม การเมืองถูกผลิตขึ้นทุกวัน จากเสียงเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่ดังขึ้นในตรอกซอยเล็กๆ ทั่วกรุงเทพฯ การนั่งอ้อยอิ่งอยู่ตรงหัวมุมถนนหรือการขับขี่รถผ่านสี่แยกไฟแดงหาใช่เพียงกิจกรรมสาธารณ์ทั่วไป แต่คือการต่อสู้ต่อรองกับรัฐ ระบบราชการ ผู้มีอิทธิพล ผู้อยู่อาศัยในเมือง และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ
สถานะ “ผู้ย้ายถิ่น” ของคนขับวินหลายคนทำให้พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสมานช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทไปพร้อมกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้น สิงห์นักบิดเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงในช่วงปี 2552–2553 มาจนถึงการชุมนุมประท้วงของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 สร้างปัญหานับไม่ถ้วนให้แก่ฝ่ายรัฐที่พยายามควบคุมและกดปราบการต่อสู้ทางการเมืองของพวกเขา รวมถึงใช้มันเป็นเครื่องมือต่อรองให้ข้อเรียกร้องของตนถูกรับฟังและได้รับการสนองตอบ สะท้อนว่าการเคลื่อนที่ของคนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้คือปฏิบัติการทางการเมืองที่ไต่อยู่บนขอบรอยร้าวของโครงสร้างทั้งระบบ
เจ้าของแผนที่ ที่อยู่ในมือท่านผู้อ่านเล่มนี้ เป็นหนังสือลำดับที่สองในชุดทวิพากษ์ ซึ่งคัดสรรงานวิชาการไทยศึกษาของนักวิชาการต่างภาษามาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อเปิดพรมแดนความรู้และการถกเถียงใหม่ๆ แก่ผู้อ่านชาวไทย จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการจับสายตา “คนนอก” ของนักมานุษยวิทยาต่างชาติที่ลงแรงฝังตัวอยู่ในชั้นลึกของสังคมไทย มาปะทะสังสรรค์กับมุมมองของ “คนใน” ที่แม้กระทั่งคนไทยเองก็มักจะหลงลืม กลุ่มคนที่ไม่ค่อยเป็นที่สังเกตเห็นและถูกผลักออกจากเวทีของการถกเถียงทางสังคมและนโยบายเรื่อยมา ทว่าการเคลื่อนที่ไปบนท้องถนนของพวกเขากลับมีบทบาทในการเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากกว่าที่เราคิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันยึดมั่นในพันธกิจของการสร้างความเข้าใจเชิงวิพากษ์ต่อสังคมไทยในมิติต่างๆ ผ่านการเผยแพร่ผลงานจากหลากหลายสาขาวิชาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา หรือมานุษยวิทยา แม้แตกต่างกันในแง่ประเด็นศึกษาและวิธีวิทยา แต่จุดร่วมประการหนึ่งคือการเชิญชวนให้ผู้อ่านพินิจมอง “สิ่งคุ้นชิน” ด้วยสายตาใหม่ และตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่ทำงานอยู่ในฉากหลังของชีวิตทางสังคม สถาบันทางการเมืองและอุดมการณ์ต่างๆ รวมถึงวัตถุสิ่งของและผู้คนที่ปรากฏในชีวิตประจำวันด้วย
เราเห็นว่างานด้านมานุษยวิทยามีบทบาทที่สำคัญในวงวิชาการไม่น้อยไปกว่าศาสตร์อื่นๆ โดยเฉพาะการทำให้ “ประสบการณ์ของผู้คน” มีน้ำหนักในทางการเมืองที่ควรพิจารณา ที่ผ่านมาแม้สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้ตีพิมพ์งานมานุษยวิทยาออกมาไม่กี่เล่ม แต่ก็เป็นงานชิ้นสำคัญที่ใช้อ้างอิงและสอนในห้องเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น อ่าน ‘วัฒนธรรมชุมชน’ : วาทศิลป์และการเมืองของชาติพันธุ์นิพนธ์แนววัฒนธรรมชุมชน (ยุกติ มุกดาวิจิตร, 2548), ชาวนาการเมือง : อำนาจในเศรษฐกิจชนบทสมัยใหม่ของไทย (แอนดรู วอล์คเกอร์, 2559) และ โลกของคนไร้บ้าน (บุญเลิศ วิเศษปรีชา, 2560) งานชาติพันธุ์วรรณนาเหล่านี้ไม่เพียงบรรยายภาพชีวิตของปุถุชนคนธรรมดา แต่ยังทำให้เราเห็นว่าการตัดสินใจในชีวิตประจำวันนั้นเต็มไปด้วยการต่อรองและอารมณ์ความรู้สึกที่ส่งผลกระทบในทางการเมือง ในขณะที่อำนาจเองก็แทรกซึมอยู่ในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของชีวิตประจำวันเสมอ
การหันมาสนใจศึกษาการเคลื่อนที่ (Mobility Turn) ในแวดวงสังคมศาสตร์นั้นเริ่มก่อตัวตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และความเร่งรัดของการไหลเวียนผู้คน สินค้า และข้อมูลข่าวสาร กระนั้น หนังสือ เจ้าของแผนที่ ก็มิได้จำกัดตัวเองในกรอบของการเคลื่อนที่เท่านั้น ผู้เขียนยังพาเราไปสำรวจเส้นทางที่แตกแขนงออกมาจากทางสายหลักของวิชามานุษยวิทยา ด้วยการนำแนวคิดของนักคิดหลากสายหลายสำนักมาวิพากษ์เปรียบต่างกับประสบการณ์จริงของวินมอเตอร์ไซค์ ข้อสำคัญคือ เขาไม่ยัดเยียดทฤษฎีลงไปครอบงำข้อมูลที่ค้นพบ แต่ใช้เรื่องเล่าของคนขับวินมาทดสอบคัดง้างทฤษฎี ย้ำเตือนเราผู้อ่านว่าทฤษฎีไม่เคยแยกขาดจากชีวิตจริง เมื่อประกอบลีลาการเล่าเรื่องเข้ากับทักษะการสกัดจับประเด็นเชิงทฤษฎีที่น่าทึ่งของโซปรันเซ็ตติ ผลลัพธ์คืองานวิชาการที่สดใหม่และทรงพลัง จนได้รับรางวัล Magaret Mead Award ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานมานุษยวิทยาที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านวิชาการ หากยังสื่อสารประเด็นสู่สาธารณะได้อย่างกว้างขวาง งานชิ้นนี้จึงนับว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับวงวิชาการไทยศึกษาอย่างยิ่ง เป็นงานที่นักศึกษามานุษยวิทยาและผู้ที่สนใจสังคมไทยร่วมสมัยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
แม้เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้น ทว่าเมื่ออ่านจากบริบทของปัจจุบัน ประเด็นในหนังสือกลับยังร่วมสมัย การเคลื่อนที่ผงาดขึ้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของการสะสมทุนในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่ชีวิตของแรงงานและคนจนเมืองก็ยังคงเปราะบางภายใต้ระบบทุนนิยมที่เร่งอัตราเร็วขึ้น การส่งเสียงเรียกร้องอิสรภาพและความเสมอภาคในประเทศยังถูกกดปราบอย่างหนักแม้ในนามของ “รัฐบาลประชาธิปไตย” ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้อย่างทักษิณ ชินวัตร หวนคืนสู่สมรภูมิการเมืองไทยอีกครั้งด้วยการทำพันธสัญญาใหม่กับกลุ่มอำนาจที่เขาเคยประกาศว่าจะต่อสู้เคียงข้างคนเสื้อแดง ถนนสายเดิมการจราจรยังคงติดขัด การเมืองไทยยังชะงักงันอยู่ในวังวนที่หาทางออกไม่ได้ กระนั้นในห้วงเวลาอันวิปริตลักลั่นของสังคมไทยเช่นนี้ เรื่องราวและบทเรียนของคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างอาจเป็นแรงบันดาลใจว่าการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจเผยรอยแตกร้าวของอำนาจที่ดูแข็งแกร่งจนราวกับไม่มีวันเอาชนะได้เช่นกัน
หมายเหตุ
ชื่อคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้เป็นนามแฝง
การแปลงศักราชจากคริสต์ศักราชเป็นพุทธศักราชจะใช้เฉพาะในกรณีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย หากกล่าวถึงเหตุการณ์สากลจะคงไว้เป็นคริสต์ศักราชดังเดิม
เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กองบรรณาธิการจึงเซ็นเซอร์เนื้อหาบางส่วนในบทที่ 8 และปัจฉิมบท โดยมิได้กระทบต่อเนื้อหาโดยรวมแต่อย่างใด
ซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์มองรัฐ กรุงเทพฯ และคนขับ
เจ้าของแผนที่ : มอเตอร์ไซค์รับจ้าง การเคลื่อนที่ และการเมืองในกรุงเทพมหานคร เล่มนี้เล่าเรื่องของชาวมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพฯ ทั้งประวัติความเป็นมาและความเป็นอยู่ของพวกเขา ทั้งชีวิตประจำวันรูปธรรมและแง่มุมที่ไม่ประจักษ์ชัดกับตา เช่น ระบบหัวคิว เครือข่ายอิทธิพลที่กดทับเอาเปรียบพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กระทบต่อพวกเขา ฯลฯ แต่ที่เน้นมากคือความเชี่ยวชาญพื้นที่ถึงระดับซอกซอย จนสามารถเคลื่อนไหวบนท้องถนนของมหานครรถติดได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นพิเศษ
พวกเขาเป็น “เจ้าของแผนที่” ของกรุงเทพฯ
นี่กลายเป็นคุณสมบัติพิเศษของพวกเขาที่เข้าไปมีบทบาทในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ปี 2552–2553 แม้ว่าความสำคัญของพวกเขาจะไม่ได้รับการพูดถึงสักเท่าไหร่นักก็ตาม และแม้ว่าการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ แต่นับว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญที่มีความหมายอย่างมากต่อสังคมไทย คลาวดิโอ โซปรันเซ็ตติ พาเราไปรู้จักการเคลื่อนไหวครั้งนั้นจากสายตาของชาวมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทั้งการจัดองค์กร ปฏิบัติการ ตลอดจนถึงความรู้สึกนึกคิด จิตวิญญาณ ความทุ่มเทเพื่ออนาคตที่อาจพลิกชีวิตของเขา แต่ลงท้ายต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด หลายคนต้องกลืนเลือด บางคนฉวยโอกาสทรยศหักหลัง นี่คือเรื่องเล่าความสำเร็จและความพ่ายแพ้ของพวกเขา
เจ้าของแผนที่ เล่มนี้มองรัฐ และการเคลื่อนไหวของคนชั้นล่างของสังคมไทยไปพร้อมๆ กันในบริบทของระบบทุนนิยม ข้อเด่นของหนังสือเล่มนี้คือโซปรันเซ็ตติสามารถทำได้ด้วยมุมมองจากข้างล่างสุดของสังคมเมือง อาจกล่าวได้ว่าเขามองจากพื้นถนน เฝ้าดูขบวนการเคลื่อนไหวเมื่อมัน “เคลื่อนไปตามท้องถนน” (ทั้งในความหมายตรงๆ และในแง่ที่เป็นอุปมา) หรือกล่าวให้ถูกยิ่งขึ้นก็คงได้ว่าเขามองรัฐ ทุนนิยม ชีวิตของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และการเคลื่อนไหวของมวลชนเสมือนคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เหล่านั้น มุมมองเช่นนี้เราไม่ค่อยเห็นจากหนังสือวิชาการอื่นบ่อยนัก เพราะต่อให้เป็นงานที่ศึกษาคนชั้นล่าง โดยมากมักจะไปเก็บข้อมูล แล้วถอยออกมาไกลหรือสูงลิบ เพื่อสร้างระยะห่างสำหรับการครุ่นคิดถึงภาพใหญ่ พ้นไปจากความวุ่นวายสับสนของข้อมูลเชิงประจักษ์ในรายละเอียด เพื่อที่จะสร้างคำอธิบายสำหรับภาพรวมหรือพิจารณาในแง่มโนทัศน์ (concept) หรือทฤษฎีที่เป็นนามธรรม
หนังสือเล่มนี้อาศัยหลักวิธีวิทยาอย่างเดียวกับงานมานุษยวิทยาอื่นๆ คือ เข้าไปศึกษาคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนที่ต้องการศึกษา แต่โซปรันเซ็ตติไม่ต้องอวดตัวว่าตนกลายเป็นชาววินมอเตอร์ไซค์หรือคิดเหมือนพวกเขาได้อย่างสนิทไปแล้ว เขาวิจารณ์ว่านักมานุษยวิทยามักอวดอ้างทำนองเดียวกัน แต่ลงท้ายแล้วมักจะไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่ก็เป็นการหลอกลวงตัวเองว่าได้พูดแทนชาวบ้านไปแล้ว เขาท้าทายว่าแม้เขาจะไม่ต้องการอวดอ้างเช่นนั้น แต่เขาเชื่อว่า “เจ้าของแผนที่” ถ่ายทอดทัศนะมุมมองจากชีวิตของมอเตอร์ไซค์รับจ้างไว้อย่างสัมผัสได้ชัด โซปรันเซ็ตติจะประสบความสำเร็จในข้อนี้หรือไม่ ในระดับมากหรือน้อย หรือว่าเขาก็ไม่ต่างจากที่นักมานุษยวิทยาคนอื่นตามที่เขาวิจารณ์ไว้ ขอให้ผู้อ่านเป็นผู้ตัดสินแล้วกัน
ข้อเด่นอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผู้เขียนพยายามโยงปรากฏการณ์รูปธรรมที่เขาพบเห็นเรียนรู้แทบทุกจุดให้เข้ากับมโนทัศน์ (concept) และทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐ สังคม และระบบทุนนิยม เจ้าของแผนที่ จึงเป็นงานที่ดีเยี่ยม ทั้งในแง่เรื่องเล่าของมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จับต้องรู้สึกได้ และในแง่ที่ช่วยให้ผู้อ่านเรียนรู้เกี่ยวกับรัฐ การเคลื่อนไหวทางสังคม ระบบทุนนิยมในระดับมโนทัศน์และทฤษฎีไปพร้อมกัน
แต่หากจะกล่าวถึงข้ออ่อนของหนังสือเล่มนี้ คงต้องบอกว่าอยู่ตรงจุดที่เข้มแข็งที่สุดของหนังสือ นั่นคือการมองจากระดับล่างสุดนั่นเอง ความพยายามถอยห่างออกไปมองภาพรวม จึงเป็นงานที่ผู้อ่านต้องทำเองพอสมควร ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะได้พยายามช่วยชี้บอกทางเราเสมอๆ ตลอดทั้งเล่มก็ตาม
กรุงเทพฯ ที่ระดับพื้นถนน
มีการศึกษาถึงกรุงเทพฯ มากมายในแง่ต่างๆ ทั้งหนังสือนำเที่ยวชมสถานที่สำคัญน่าตื่นตาตื่นใจ และประวัติศาสตร์ของมหานครแห่งนี้ในฐานะ “เมืองหัวโต” (primate city) ของประเทศ ไม่กี่ปีมานี้มีประวัติศาสตร์ของชุมชนและผู้คนชาติพันธุ์สารพัดโดยเฉพาะชุมชนจีน ซึ่งพ่วงกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการค้าว่าพัฒนาความเป็นเมืองหัวโตที่ร่ำรวยของประเทศไทยมาได้อย่างไร ระยะหลังมานี้ก็เริ่มมีคนเที่ยวกรุงเทพฯ ในแบบเน้นสาระมากขึ้น ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน และเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สะท้อนผ่านสถานที่ต่างๆ
แต่ยังไม่มีใครศึกษาหรือพูดถึงความเป็นไปของพื้นถนนกรุงเทพฯ เหมือนหนังสือเล่มนี้ จากลำคลอง ถนนไม่กี่สายและรถรางเพื่อความศิวิไลซ์ กลายเป็นนครท้องถนนที่รถเคลื่อนที่ได้แสนช้า สู่ถนนลอยฟ้าพาดผ่านกันไปมาทั่วกรุง และรถไฟที่ชาวเมืองฟ้าอมรสามารถมองเห็นเป็นสีต่างๆ ประวัติท้องถนนของกรุงเทพฯ ช่วยให้เราเข้าใจเหตุผลที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างกลายเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตประจำวัน
กรุงเทพฯ ในแง่นี้คงเอาไปนำเที่ยวไม่ได้ แต่กลับเป็นกรุงเทพฯ ที่เราไม่ค่อยนึกถึง
มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นกองทัพมดที่ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ตามปากซอยและหัวมุมถนนใหญ่น้อย ทั้งถนนหรู ห้างดังระดับโลกและซอกหลืบมุมอับลับตาผู้คน พวกเขาเป็นมดงานผู้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ไหลเคลื่อนไปมาได้ เพราะเป็นโลจิสติกส์ (logistics) ที่มหานครแห่งนี้ฝากชะตาชีวิตประจำวันไว้ เจ้าของแผนที่ เล่มนี้จึงถือว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างเหล่านี้เป็นเส้นเลือดฝอยหรือเป็นเม็ดเลือดแดงที่กระจายไปทั่วร่างของกรุงเทพฯ แม้จะดูเหมือนไม่สำคัญนักจนถูกมองข้ามเป็นปกติก็ตาม แต่ร่างกายของมหานครแห่งนี้ขาดเส้นเลือดฝอยเหล่านี้ไม่ได้ หนังสือเล่มนี้ได้เปรียบเทียบไว้ในอีกแง่หนึ่งว่า เวลาเราพูดถึงกรุงเทพฯ เราสนใจสถานที่โดดเด่นหรือตึกรามน่าทึ่ง ในขณะที่สายไฟท่อประปามักถูกกล่าวถึงเพียงในแง่ที่เป็นปัญหา แต่สายไฟและท่อประปานี่เองที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งกรุงเทพฯ ข้อเท็จจริงแสนจะสามัญเช่นนี้เองทำให้มันมักถูกมองข้ามไปหมด
“เจ้าของแผนที่” คือเรื่องราวของเส้นเลือดฝอย สายไฟและท่อประปาที่จะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป
ผู้เขียนสามารถเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาววินมอเตอร์ไซค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมจนเรียกได้ว่าเราสามารถสัมผัสกับกลิ่นไอเสียเหมือนกับที่พวกเขาต้องสูดทุกวี่วัน ได้อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกของเครื่องยนต์ที่เป็นสภาพแวดล้อมชีวิตปกติของพวกเขาแต่เช้าจนมืดค่ำ แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาก็เสมือนกับมนุษย์ล่องหนทั้งๆ ที่ปรากฏกายให้เราเห็นอยู่ทั่วไปเป็นปกติ รอคอยอยู่ตามปากซอยหรือมุมถนนจนกว่าจะมีผู้โดยสาร จึงจะทะยานออกสู่ท้องถนน เราเห็นพวกเขาใส่เสื้อสีเดียวกันแต่ไม่เห็นใบหน้าใต้หมวกกันน็อกตามสี่แยกไฟแดง พวกเขาจึงดูเหมือนๆ กันไปหมด ไม่เหลือปัจเจกภาพ
พวกเขาเหมือนกับผึ้งหรือแมลงในฝูงใหญ่ที่ไม่ได้มีความโดดเด่นประการใดเมื่อเทียบกับรถยนต์สวยหรูหรือรถไฟฟ้าหรือใต้ดิน และไม่ได้มีความน่าเกรงขามอย่างรถเมล์สารพัดชนิดแต่อย่างใด
การล่องหนยังมีสาเหตุอีกอย่างหนึ่งเนื่องจากพวกเขาส่วนมากเป็น “คนบ้านนอก” ผู้อพยพจากชนบทที่มาใช้ชีวิตเป็นคนจนเมืองระดับล่างสุด ประชากรกลุ่มนี้ของกรุงเทพฯ ส่วนมากไม่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ พวกเขาไม่มีตัวตนในสายตาของรัฐ กึ่งล่องหน ผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นอยู่กับจะใช้สายตาของกรมกองไหนไปมองเห็นพวกเขา แม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ตามปากซอยของกรุงเทพฯ มานานนับสิบปีแล้วก็ตาม
แต่มหานครแห่งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปแล้วในแบบที่คนกรุงก็อาจจะนึกไม่ถึง เช่น การจราจรที่วิกฤตให้กำเนิดอาชีพของพวกเขา แถมรถยิ่งติดยิ่งเป็นโอกาสทองเพราะผู้คนยิ่งต้องพึ่งพาพวกเขา ลงท้ายพวกเขาอาจจะรู้จักกรุงเทพฯ ดียิ่งกว่าชาวกรุงเทพฯ จำนวนมากที่อยู่เมืองใหญ่แห่งนี้มาทั้งชีวิตเสียอีก ผู้อพยพเหล่านี้จึงสามารถเคลมได้ว่าตนเป็นเจ้าของแผนที่ของมหานครที่ผู้อยู่อาศัยตามทะเบียนไม่รู้จักถนนของตนเองพอ อย่างไรก็ตาม ชาววินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ยังไปมาหาสู่กับชนบทบ้านเดิมของเขา พวกเขาไม่สามารถสลัดความเป็นคนชนบทไปได้ง่ายๆ คนจนชั้นล่างในเมืองจึงไม่เคยเป็น “คนเมือง” อย่างเต็มตัว เพราะชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับ “ชั้นล่าง” ของเมืองนั้น ทอดสายสัมพันธ์กับชนบทอย่างไม่เคยขาดตอน ในขณะที่ “ชั้นบน” ของเมืองเห็นคนบ้านนอกเป็นคนอื่นประเภทหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย
ประวัติของกรุงเทพฯ และผู้คนในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นมหานครจากแง่มุมของพื้นที่และชนชั้นที่เรามักมองไม่เห็น
มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับอำนาจ อิทธิพล บารมีในระบบแรงงาน
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พวกเขาทิ้งชนบทและมาอยู่ในสังคมเมืองเป็นชนชั้นล่าง ไม่ใช่แต่เพียงการทำงานหาเงินส่งกลับไปบ้านเท่านั้น แต่สำหรับชาววินมอเตอร์ไซค์หลายคนที่เคยเป็นลูกจ้างในหน่วยงานหรือในบริษัทต่างๆ มาก่อน แต่ก็เลือกออกมาทำงานมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะความเป็นอิสระของอาชีพนี้ พวกเขาเห็นว่าตนสามารถกำหนดเวลาการทำงาน หรือกลับไปบ้านในชนบท ทำงานมากหรือน้อยชั่วโมง หรือปลีกตัวไปพักผ่อนหรือทำธุระอื่นของตนได้โดยไม่มีเจ้านายมาสอดส่องบงการ เขาเชื่อว่านี่คืออิสระ ถึงแม้ว่าลงท้ายแล้วเวลาที่ไม่แน่นอนกลับทำให้พวกเขาจะแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเป็นอิสระ และปกติทำงานมากชั่วโมงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป และถึงแม้ว่าไม่มีวินมอเตอร์ไซค์สักคนเป็นอิสระจากเงื้อมมือของผู้มีอิทธิพลเลยก็ตาม
วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกแห่งอยู่ใต้การจัดการแบบระบบมาเฟีย แถมโดยมากใช่แต่ละจุดแต่ละกลุ่มโดดๆ แต่เป็นเครือข่ายของหลายจุดหลายวินใต้อำนาจของผู้คุ้มครองรายหนึ่งๆ แต่ผู้มีอิทธิพลโดยตรงกับวินในจุดต่างๆ เช่นนั้นยังเป็นระดับล่างใต้อำนาจอีกหลายลำดับชั้น เหนือเขาขึ้นไปก็เป็นตำรวจท้องที่หรือตำรวจระดับจังหวัด… ระดับประเทศ… และ/หรือผู้ใหญ่ในระบบราชการ… บนสุดของเครือข่ายอิทธิพลมักเป็นทหาร ระบบมาเฟียสำหรับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นระบบการจัดการแรงงานชนิดหนึ่ง ซึ่งโซปรันเซ็ตติอธิบายให้เห็นว่าเอาเข้าจริงก็ไม่ต่างกับระบบแรงงานแบบสายพานในอุตสาหกรรมเท่าไรนัก เป็นแรงงานเพื่อการผลิตแบบขนานใหญ่ (mass production) ที่เน้นผลิตภัณฑ์เหมือนๆ กันในปริมาณมากๆ ด้วยแรงงานที่ทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนกลายเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักร ทำงานราวกับเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง จนแขนขามือหรืออวัยวะที่ใช้งานหนักกลายเป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องที่เป็นเนื้อหนัง อวัยวะของคนขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกใช้งานหนักก็อยู่ในสภาพทำนองเดียวกับคนงานตามสายพานโรงงาน
แต่ชาววินมอเตอร์ไซค์เชื่อว่าตนมีอิสระกว่าคนงานอุตสาหกรรม เป็นความเชื่อทำนองเดียวกันกับ “ผู้ประกอบการอิสระ” (independent entrepreneur) โซปรันเซ็ตติอธิบายโยงความรู้สึกเป็นอิสระทั้งจริงและจอมปลอม กับระบบการจัดการแรงงานแบบ Fordism ที่มาในรูปของมาเฟีย และ post-Fordism ที่ส่งเสริมความปรารถนาของ “ผู้ประกอบการอิสระ” ในกระบวนการผลิตแบบขนานใหญ่เช่นเดิม อย่างหลังนี้มากับการแทรกแซงของรัฐบาลทักษิณ ที่พยายามให้รัฐเข้ามาเป็นนายรายใหม่ของวินมอเตอร์ไซค์ ภายใต้เหตุผล (ข้ออ้าง) ว่าเพื่อขจัดมาเฟียที่เอาเปรียบมอเตอร์ไซค์รับจ้างแต่ละราย โซปรันเซ็ตติอธิบายระบบการจัดการแรงงานของระบบทุนนิยมช่วงต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมให้หลักทฤษฎีประกอบชัดเจน
รัฐบาลทักษิณและตัวทักษิณเองแสดงความเห็นใจต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหลายอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อน ถึงกับพยายามขจัดระบบอิทธิพลแบบเดิม ปลดเปลื้องความเดือดร้อนของวินมอเตอร์ไซค์จากระบบมาเฟีย โดยพยายามให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลโดยตรง รัฐบาลขณะนั้นจัดระบบใหม่ผ่านการแจกเสื้อสีส้มใหม่แก่ชาวมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ว่าหลังจากฮือฮากันในช่วงต้นไม่นาน เสื้อที่แจกและขายส่งต่อกันก็กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบมาเฟียและผู้มีอิทธิพลเดิมย้อนกลับมาอยู่เหนือชาวมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลสะเทือนสำคัญของการเข้าแทรกโดยรัฐบาลทักษิณได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่เกี่ยวกับการทำลายระบบอิทธิพลมาเฟียสำเร็จหรือไม่ แต่คือทำให้สังคม “มองเห็น” มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำให้พวกเขาตระหนักในความสำคัญของตนต่อสาธารณชน ต่อกรุงเทพฯ ต่อรัฐบาล และตระหนักในพลังของตนเองอีกด้วยที่สามารถติดต่อเข้าถึงรัฐบาลได้โดยตรง ตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขาประทับใจและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อทักษิณอย่างมาก
ปฏิบัติการทางการเมืองของเจ้าของแผนที่ในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทักษิณตกอยู่ในวงล้อมของพวกอนุรักษนิยมขวาจัดและตัวทักษิณเองตกเป็นเป้าของคนพวกนี้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งผ่านการจัดองค์กรอย่างหลวมๆ มาระดับหนึ่ง จึงยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่ร่วมในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างแข็งขัน ผู้คนในสังคมไทยมองเห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นยันจบ ในการชุมนุมและเดินขบวนทุกครั้ง และจนถึงนาทีสุดท้ายที่พวกเขาเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ยันกับทหารตำรวจไว้ได้หลายวัน จนกระทั่งสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
เจ้าของแผนที่ เล่มนี้เล่าถึงปฏิบัติการของชาววินมอเตอร์ไซค์ในแง่ที่เราท่านไม่รู้มาก่อน เห็นบทบาทการกระทำอย่างเป็นรูปธรรมว่าพวกเขาเอื้ออำนวยและช่วยเหลือการเดินขบวนอย่างไรตามท้องถนนในฐานที่เป็นเจ้าของแผนที่กรุงเทพฯ สิ่งที่เราไม่เห็นอีกอย่างและไม่เคยเป็นข่าวเลยคือ บทบาทของทหารและ กอ.รมน. ที่เข้าแทรกแซงฝ่ายเสื้อแดง ชักจูง หว่านล้อมให้ผู้นำมอเตอร์ไซค์รับจ้างเหล่านี้ถอยห่างจากทักษิณ และห่างจากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จากข้อมูลและในทัศนะของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จในการปราบปรามการชุมนุมเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือการถอนตัวขององค์กรของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถึงแม้ว่าหลายคนยังร่วมมือสนับสนุนและปกป้องคนเสื้อแดงเป็นการส่วนตัวอยู่ก็ตาม แต่ในแง่องค์กร พวกเขาต้องคิดถึงอนาคต ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ผลกระทบทั้งข้อดีและข้อเสีย จนนำไปสู่การค่อยๆ ถอยห่างออกจากการเป็นกำลังหลักให้กับการชุมนุมของคนเสื้อแดง แม้ว่าอาจจะด้วยเหตุผลที่ต่างกันในระหว่างพวกเขาเองก็ตาม
หลังสลายชุมนุมคราวนั้นถึงแม้จะมีผู้นำบางคนได้ดิบได้ดี แต่องค์กรของมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับล้มเหลวเป็นที่รังเกียจของสมาชิกมอเตอร์ไซค์รับจ้างเอง
จากประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนนของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โซปรันเซ็ตติให้ข้อคิดว่า รัฐเต็มไปด้วยรอยปริร้าว (fractures) มิได้แข็งแกร่งอย่างที่เรามักคิดกัน รอยปริร้าวเหล่านั้นคือข้ออ่อนของทุกรัฐ ซึ่งถ้าหากสามารถค้นหารอยปริร้าวให้พบ แล้วสร้างปฏิบัติการทางการเมืองที่เข้าโจมตีตรงจุดนั้น ก็น่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ อย่างไรก็ตาม รอยปริร้าวเหล่านั้นไม่ใช่ “ปัญหา” ที่สามารถแก้ตกได้ แต่เป็นธรรมชาติของทุกรัฐที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งความขัดฝืน (frictions) ระหว่างองคาพยพสารพัดของรัฐเอง ดังนั้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่ก็ไม่มีวันถึงจุดที่ไม่มีวิกฤตอีกต่อไป เพราะเมื่อพ้นจากวิกฤตหนึ่งก็จะเกิดวิกฤติใหญ่น้อยอื่นๆ ตามมาไม่รู้จบ นี่เป็นธรรมชาติของรัฐและการต่อสู้กับรัฐ [1]
ข้อมูลเชิงประจักษ์กับทฤษฎีไม่ห่างกันสักเท่าไร
โซปรันเซ็ตติเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างมีลักษณะพิเศษของตนเอง กล่าวคือ ด้านหนึ่งผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนกับกำลังอ่านสารคดีมากกว่าอ่านหนังสือวิชาการ แต่ในหน้าถัดไปหรือในตอนถัดไปในบทเดียวกัน เขาจะสวิตช์ไปอธิบายมโนทัศน์หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เพิ่งบรรยายไป ประเด็นรูปธรรมระดับจุลภาคของคนจนเมืองกลายเป็นหัวข้อสำหรับการอธิบายระบบหรือโครงสร้างที่เป็นนามธรรม เช่น ระบอบสังคม เศรษฐกิจ หรือกลไกของระบบทุนนิยมหรือของรัฐ การวิเคราะห์ระบบทุนนิยมปรากฏอยู่ข้างๆ ถัดจากเรื่องราวชีวิตของบุญ ใหญ่ ฯลฯ ในทุกบททุกตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่เราอาจรู้สึกเหมือนอ่านสารคดี จู่ๆ กลับพบกับหนังสือทฤษฎีไปพร้อมกัน
โซปรันเซ็ตติมีความสามารถอย่างมากที่จะโยงประเด็นรูปธรรมสารพัดเข้ากับทฤษฎีที่อธิบายด้วยคำและสำนวนที่เป็นนามธรรมแต่ยังอ่านได้ง่าย ปกติเราอาจคิดว่าไม่สามารถประยุกต์เข้ากันอย่างตรงไปตรงมาได้ง่ายๆ แต่ผู้เขียนสามารถทำได้ในสารพัดประเด็นตลอดทั้งเล่ม ทั้งการอภิปรายถึง Fordism กับชีวิตการทำงานของวินมอเตอร์ไซค์ และความต่างระหว่างอำนาจ บารมี และอิทธิพล กับอำนาจนานาชนิดที่ต่อสู้กันในสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย (สจท.) ขอยกตัวอย่างเพียงย่อหน้าเดียวที่เขากล่าวถึงคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับทฤษฎีของมาร์กซ์ ดังนี้
[คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง] ใช้ภาษารูปธรรมในการประกาศชัดถึงข้อเรียกร้องทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมทางสังคม ความเท่าเทียม และระบบผู้แทนที่ดีกว่าเดิม กระบวนการดังกล่าวสวนทางกับที่มาร์กซ์อธิบายไว้อย่างโด่งดังถึงลัทธิบูชาสินค้า (commodity fetishism) มาร์กซ์แสดงให้เห็นว่าสินค้าซ่อนเร้นความสัมพันธ์ทางสังคมไว้อย่างไร ด้วยการแทนที่ “ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ชัดเจนระหว่างคนกับคน [ด้วย] ความสัมพันธ์เชิงจินตนาการระหว่างสิ่งของ” ในที่นี้กลับตรงกันข้าม การที่คนขับวินไม่สามารถเข้าถึงสินค้าได้นั้นกลับเปิดเผยและไขปริศนาเรื่องระบบการขูดรีดและกีดกันที่ครอบงำพวกเขาอยู่ สำหรับมาร์กซ์ สินค้ากลายเป็น “ผลผลิตจากมันสมองของมนุษย์ [ซึ่ง] ปรากฏเป็นรูปทรงอิสระที่มีชีวิตของตัวเอง และก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์กับทั้งสินค้าด้วยกันเองและกับมวลมนุษยชาติ” สำหรับคนขับวิน สินค้าที่ไม่อาจครอบครองได้นั้นเผยให้เห็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่กีดกันพวกเขาไว้ที่ชายขอบและทอดทิ้งพวกเขาจากคำมั่นสัญญาทั้งของลัทธิทุนนิยมและการเมืองแบบประชาธิปไตย (หน้า 234)
โซปรันเซ็ตติจับประเด็นเก่งและอธิบายได้ชัดและกระชับ ซึ่งปกติหาได้ไม่ง่ายนัก แต่เขาทำกับสารพัดประเด็นตลอดทั้งเล่ม ลองอ่านตรงที่เขาเล่าถึงความเห็นของวินมอเตอร์ไซค์บางคนประกอบกับการอภิปรายของเขาเองเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในสังคมไทยเชื่อกันว่าเป็นทฤษฎีใหม่ (หน้า 224–28, 231–32) เป็นตัวอย่างแล้วกัน
นอกจากนี้ เชิงอรรถจำนวนมากของหนังสือเล่มนี้เป็นการอภิปรายประเด็นหรือมโนทัศน์ทางทฤษฎีเพิ่มเติม หลายเชิงอรรถมีคุณภาพดีมาก แถมยังอ้างอิงถึงเอกสารอื่นมากมายเพื่อช่วยในการค้นคว้าต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจในประเด็นนั้นๆ
ธงชัย วินิจจะกูล
[1] ตรงนี้ โซปรันเซ็ตติตำหนิงานวิชาการทั้งหลายที่ไม่ชี้ให้เห็นช่องทางการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยอ้างทั้งมาร์กซ์ กรัมชี่ และคนอื่นๆ แต่น่าคิดว่าสิ่งที่เขาเสนอในที่นี้ต่างจากอีกหลายคนทำสักแค่ไหน ในเมื่อมันก็เป็นหลักการหรือข้อเสนอนามธรรมที่ชี้ให้เห็นสภาวะทั่วไป ไม่ได้เท่ากับการปฏิบัติโดยตรงแต่อย่างใด ในแง่หนึ่ง งานทั้งหลายที่มิได้เสนอช่องทางของปฏิบัติการทางการเมืองอย่างตรงๆ ก็สามารถนำไปสู่จุดที่เป็นปฏิบัติการทางการเมืองได้แม้จะมิได้ตรงไปตรงมาก็ตาม กระทั่งมาร์กซ์เองก็เขียนเรื่องทุนยาวเหยียดหลายร้อยหน้าโดยมิได้อภิปรายว่าต้องปฏิบัติการอย่างไรในหนังสือเล่มนั้น แต่ปรากฏในงานชิ้นอื่นหรือปรากฏเมื่อเราพิจารณางานของเขาโดยรวมไม่ใช่เฉพาะแต่ละชิ้น