ข้อมูลทั่วไป
| ผู้เขียน | วิศรุต บวงสรวง |
|---|---|
| จำนวนหน้า | 512 |
| ปีที่พิมพ์ | 2568 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476740 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476757 |
ปกแข็ง 585.00 บาทปกอ่อน 495.00 บาท
| ผู้เขียน | วิศรุต บวงสรวง |
|---|---|
| จำนวนหน้า | 512 |
| ปีที่พิมพ์ | 2568 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476740 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476757 |
คำนำสำนักพิมพ์
คำนำผู้เขียน
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 2 การก่อตัวของวัฒนธรรมพระเครื่องในสมัยรัชกาลที่ 5
บทที่ 3 ของวิเศษคู่บารมีกับอุดมการณ์ชาตินิยมในสมัยรัชกาลที่ 6
บทที่ 4 ศาสนวัตถุกับการเมืองในช่วงการปฏิวัติสยาม 2475
บทที่ 5 จากพระเครื่องจอมพลสร้าง ถึงพระเครื่องในหลวงสร้าง
บทที่ 6 จากราชาชาตินิยมเพื่อการสู้รบ สู่พระเครื่องของพระบรมโพธิสัตว์
บทที่ 7 บทสรุป
ประวัติผู้เขียน
บรรณานุกรม
ดรรชนี
หนังสือ พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน : ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410–2540 โดยวิศรุต บวงสรวง เป็นหนังสือลำดับที่ 5 ในชุดกษัตริย์ศึกษา
นับจากวันที่ริเริ่มทำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันจนถึงปัจจุบัน เรายังเชื่อเหมือนเดิมว่า หากต้องการเข้าใจสังคมไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่จะละเลยไม่ใส่ใจศึกษาไม่ได้เลย เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนที่ตีพิมพ์ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ เป็นลำดับแรกเมื่อ 12 ปีที่แล้วนั้น เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะมีนักวิชาการสนใจศึกษาสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างเจาะลึกมากน้อยแค่ไหน และในแง่มุมใดบ้าง จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามีโอกาสได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือชุดจริงๆ อย่างที่ตั้งใจ
สำหรับเล่มล่าสุดที่อยู่ในมือท่านผู้อ่าน ชื่อ พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน โดยวิศรุต บวงสรวง นั้น เริ่มจากอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ เป็นผู้แนะนำว่ามีนักศึกษาปริญญาเอกทำดุษฎีนิพนธ์น่าสนใจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กับพระเครื่อง เมื่อเราไปหามาอ่าน ก็พบว่าเป็นงานที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศาสนวัตถุที่กษัตริย์ทรงสร้างจำนวนมาก แล้วนำมาสังเคราะห์ตีความในแง่มุมใหม่ จึงได้ติดต่อผู้เขียนซึ่งตอนนั้นได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้ว จากนั้นจึงร่วมกันปรับปรุงจากดุษฎีนิพนธ์ให้กลายเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ขึ้น
ความน่าตื่นตาตื่นใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ผู้เขียนชักชวนให้เราลองส่องพระเครื่อง ไม่ใช่ด้วยกล้องที่ไว้ดูเนื้อดินหรือโลหะว่าเป็นของแท้หรือเทียม แต่ด้วยเลนส์พิเศษที่ขยายให้เห็นลึกลงไปอีกชั้นว่าพระเครื่ององค์นั้นๆ รวมทั้งศาสนวัตถุอื่นๆ แฝงฝังไว้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรบ้าง ประกอบสร้างขึ้นในบริบทไหนอย่างไร กลายเป็นว่าจากที่เราควรจะส่องเห็นคุณพระศรีรัตนตรัย หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการห้อยพระเครื่อง เรากลับเห็นอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่เกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นและแนบเนียนบนผิวหน้าของเหรียญแทน จนต้องหันกลับมาถามตัวเองว่าเรานำอะไรมาห้อยคอกันแน่ และด้วยความยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ที่แฝงฝังอยู่บนสิ่งนั้นด้วยหรือเปล่า
หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในช่วงทศวรรษ 2410–2540 ครอบคลุมตั้งแต่รัชกาลที่ 5–9 โดยเริ่มจากการปูพื้นให้เห็นถึงบริบทความเชื่ออันหลากหลายในสมัยรัชกาลที่ 4 ทั้งไสยศาสตร์ พุทธศาสนา คติสมมติเทพแบบพราหมณ์-ฮินดู รวมถึงความเชื่อเรื่องหลักเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาพร้อมกับเจ้าจักรวรรดิตะวันตก ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “พระเครื่อง” ในสมัยรัชกาลที่ 5
ในแต่ละบท ผู้เขียนฉายให้เห็นลักษณะเฉพาะของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ในการคิดประดิษฐ์สร้างศาสนวัตถุแต่ละชิ้นอย่างละเอียดลออ โดยให้ภาพฉากหลังบางๆ เป็นบริบททางการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวคือ การช่วงชิงดินแดนกับเจ้าจักรวรรดิตะวันตก การสร้างรัฐชาติสมัยใหม่และสำนึกพลเมืองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยรัชกาลที่ 5, สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกบฏ ร.ศ. 130 ในสมัยรัชกาลที่ 6, การปฏิวัติสยาม 2475 และปฏิปักษ์ปฏิวัติ ในสมัยรัชกาลที่ 7, ความพยายามสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญของรัฐบาลคณะราษฎร และการสร้างภูมิกายาเชิงจิตวิญญาณแบบใหม่ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ข้ามหน้าข้ามตาในหลวงรัชกาลที่ 9 จนเป็นที่ขัดเคืองของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์, การโปรโมทอุดมการณ์กษัตริย์นิยมเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ตลอดจนความเฟื่องฟูของอุดมการณ์ราชาชาตินิยมและพระราชอำนาจนำอันสูงเด่นในช่วงท้ายของรัชกาล
ขณะที่ในหนังสือเล่มอื่นๆ ฉากหลังดังกล่าวจะได้รับการวิเคราะห์วิจารณ์เป็นหลักหรือในรายละเอียด แต่ในหนังสือเล่มนี้ ตัวเดินเรื่องหรือตัวแสดงหลักกลับคือ “ศาสนวัตถุ” ต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพินิจพิเคราะห์พร้อมกับเรื่องเล่าแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเทวรูป พระพุทธรูป พระเครื่อง พระบรมรูปพระมหากษัตริย์ โบราณวัตถุอย่างยอดธงศึกและศัสตราวุธที่ถูกพบโดยบังเอิญบ่อยจนน่าเหลือเชื่อ รูปปั้นอสูร ผ้ายันต์ เหรียญที่ระลึกในวาระต่างๆ เหรียญพระเกจิคณาจารย์ ศาลบูชาบรรพกษัตริย์ และอื่นๆ
ผู้เขียนชี้ว่าวัตถุต่างๆ เหล่านี้ถูกปรุงแต่งให้ “ศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาได้ด้วยคติความเชื่อแบบลูกผสม ทั้งคติเทวราชา ธรรมราชา ตำนาน ชาดก ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องเล่าเชิงอิทธิปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ กระทั่งนิมิตความฝัน ตามแต่พระราชนิยมและความคิดสร้างสรรค์ของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ที่จะทรงหยิบจับอะไรเหล่านี้มายำ หรือถ้าใช้คำศัพท์แสงทางศาสนวัตถุก็คือ “ปลุกเสก” โดยมีแกนหลักอยู่ที่แนวคิดกษัตริย์นิยมที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง
สำหรับตัวประกอบอื่นๆ นอกจากหน่วยงานราชการที่รับหน้าที่แจกจ่ายกระจายศาสนวัตถุทางอุดมการณ์เหล่านี้นับแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ผู้เขียนยังเสนอด้วยว่า เมื่ออุดมการณ์กษัตริย์นิยมทวีความเข้มข้นในยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนพุ่งสู่จุดสูงสุดเมื่อรัชกาลที่ 9 สถาปนาพระราชอำนาจนำจนแทบไร้คู่แข่งนั้น กองทัพ นายทุน วัด สถาบันการศึกษา กระทั่งองค์กรด้านประชาธิปไตย ก็ไม่ตกขบวนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตซ้ำทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูป และเหรียญที่ระลึกต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับองค์พระมหากษัตริย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผ่านตราสัญลักษณ์ พระปรมาภิไธย พระบรมรูปในกิริยาท่าทางต่างๆ ไปจนถึงผงมวลสารส่วนพระองค์ที่กลายมาเป็นสสารที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยตัวมันเอง จึงแทบมิต้องผ่านพิธีกรรมปลุกเสกโดยพระเกจิใดๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 “ทรงผนวช” ในปี 2499 ขณะขึ้นครองราชย์แล้ว เมื่อประกอบกับภาพลักษณ์กษัตริย์นักพัฒนาของพระองค์ในช่วงเวลาต่อมา ก็ยิ่งหนุนส่งให้ศาสนวัตถุต่างๆ ที่ทรงประดิษฐ์สร้างขึ้นนั้น ได้รับการยอมรับว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ข้อกังขา ซ้ำยังกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนเพื่อสาธารณกุศลผ่านการซื้อขายแลกเปลี่ยนในนามการ “เช่าบูชา”
แม้กระแสความสนใจในการศึกษาวัตถุในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ทางการเมือง (material turn) อาจจะไม่ใหม่เท่าไรนักในวงวิชาการนานาชาติ ทว่าในแวดวงไทยศึกษาก็ยังถือว่ามีงานทำนองนี้ไม่มากนัก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันหวังว่า หนังสือ พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน : ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410–2540 โดยวิศรุต บวงสรวง เล่มนี้ จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนประวัติศาสตร์ที่สนใจศึกษาวัตถุในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นเครื่องเตือนสติสำหรับผู้มีจิตศรัทธาไม่ว่าต่อสถาบันสถาปนาใดๆ ก็ตาม ซึ่งมักลืมตรวจสอบตั้งคำถามต่อสารพัดวัตถุสิ่งของธรรมดาที่บรรจุไว้ซึ่งอำนาจอ่อนล่องหน อันเป็นเสมือนมนต์สะกดที่ค่อยๆ ซึมซาบเข้าครอบงำความรู้สึกนึกคิดของเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่รู้ตัว
หมายเหตุ : ข้อความที่อ้างจากเอกสารชั้นต้นทั้งหมดสะกดตามต้นฉบับ
ผู้เขียนสนใจพระเครื่องมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นและเข้าสู่วงวิชาการ ผู้เขียนสนใจประเด็นศาสนากับความขัดแย้งทางการเมือง จนกระทั่งพัฒนากลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ที่ปรับปรุงจากดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยมไทย พุทธทศวรรษ 2410–2540” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2562 ซึ่งมุ่งอธิบายว่าวัตถุที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวันมีนัยทางการเมืองแฝงเร้นอยู่อย่างทรงพลัง
สำหรับผู้เขียน การเดินทางครั้งนี้ไม่อาจถึงจุดหมายได้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากปิยมิตรทั้งหลายในแวดวงวิชาการ ในเบื้องแรกผู้เขียนขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วัชระ สินธุประมา อาจารย์ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเสรีภาพทางความคิดในการเขียนงานวิชาการที่เปิดกว้างให้กับผู้เขียนเสมอมา ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต พึ่งสุนทร รองศาสตราจารย์ ดร. นิภาพร รัชตพัฒนากุล สำหรับคำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ รวมถึงข้อวิจารณ์จากศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ ที่ทำให้งานชิ้นนี้มีความรัดกุมและเสนอประเด็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ขอขอบพระคุณสำหรับบทสนทนาและข้อเสนอแนะอันแหลมคมจากอาจารย์ ดร. ตามไท ดิลกวิทยรัตน์ ที่ไต่ถามผู้เขียนอยู่เสมอทั้งในชั้นเรียนและทุกครั้งเมื่อพบหน้ากัน ขอบพระคุณอาจารย์ ดร. ปรีดี หงษ์สต้น จากแดนไกลผู้ตั้งคำถามและมีข้อถกเถียงที่ดียิ่งต่องานเขียนชิ้นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงมอบหนังสือที่มีประโยชน์หลายเล่ม และเปิดโลกกว้างทางวิชาการให้กับผู้เขียนด้วยไมตรีอันมีค่ายิ่ง ขอระลึกถึงรองศาสตราจารย์บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ และอาจารย์เชษฐา พวงหัตถ์ นักคิดผู้ออกเดินทางล่วงหน้าสู่การแสวงหาปัญญาบนทางเดินอันไกลโพ้น สำหรับความหวังดีที่ทั้งสองท่านมีต่อผู้เขียนเสมอมา
ขอบคุณมิตรภาพอันมีค่ายิ่งบนเส้นทางของการเรียนที่มีให้กันเสมอมาจากอาจารย์เสนาะ เจริญพร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นุชนภางค์ ชุมดี อาจารย์ภควุฒิ ทวียศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาวิณี บุนนาค ขอบคุณปรีดาภรณ์ เอี่ยมแจ๋ และวิราวรรณ นฤปิติ ที่ช่วยเหลือเรื่องหนังสือและเอกสารทั้งหลาย คุณกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ สำหรับการร่วมขบคิดและตั้งคำถาม คุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ที่ช่วยอ่านและให้ข้อแนะนำ ขอบคุณอัญชิสา ศิริสัมพันธ์ สำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ช่วยเหลือเรื่องเอกสารโบราณ และขอขอบพระคุณเป็นพิเศษสำหรับพี่สองสามี-ภรรยาแห่งบาทวิถีท่าช้างที่ขายหนังสือพระเครื่องจำนวนมากให้ผู้เขียน จนกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการค้นคว้าครั้งนี้
ขอขอบพระคุณ คุณธนาพล อิ๋วสกุล, คุณอัญชลี มณีโรจน์ และกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ช่วยแก้ไขตรวจทานต้นฉบับ รวมถึงข้อคิดเห็นเพื่อการปรับปรุงและเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้เผยแพร่ผลงานวิชาการนี้
ท้ายที่สุดขอกราบขอบพระคุณพ่อและแม่ ผู้เป็นกำลังใจสำคัญที่สุดของลูก
วิศรุต บวงสรวง