ข้อมูลทั่วไป
| ชื่อหนังสือ | A History of Manners and Civility in Thailand |
|---|---|
| ผู้เขียน | แพทริค โจรี |
| ผู้แปล | วรรณา จรรยาประเสริฐ |
| จำนวนหน้า | 408 |
| ปีที่พิมพ์ | 2569 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476764 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476771 |
ปกแข็ง 585.00 บาทปกอ่อน 495.00 บาท
| ชื่อหนังสือ | A History of Manners and Civility in Thailand |
|---|---|
| ผู้เขียน | แพทริค โจรี |
| ผู้แปล | วรรณา จรรยาประเสริฐ |
| จำนวนหน้า | 408 |
| ปีที่พิมพ์ | 2569 |
| ISBN ปกอ่อน | 9786169476764 |
| ISBN ปกแข็ง | 9786169476771 |
คำนำสำนักพิมพ์
กิตติกรรมประกาศ
บทนำ มารยาทและจริตไทย
บทที่ 1 พุทธจริยศาสตร์ว่าด้วยความประพฤติและการสำรวมตน
บทที่ 2 มารยาทและสถาบันกษัตริย์ : การหมอบกราบและความศิวิไลซ์
บทที่ 3 กำเนิดผู้ดี
บทที่ 4 มารยาทในยุคปฏิวัติ
บทที่ 5 จากนางในสู่สุภาพสตรี
บทที่ 6 ปฏิกิริยานิยมเจ้า : มารยาทไทยอ่อนน้อมยอมต่ออำนาจ
บทที่ 7 อวสานผู้ดี
บทสรุป มารยาทในกระบวนการสร้างความศิวิไลซ์ของไทย
ประวัติผู้เขียน
บรรณานุกรม
ดรรชนี
สารบัญภาพ
แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแข็งแรงนัก[1]
ล่วงมาเกือบ 150 ปีนับจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประกาศยกเลิกธรรมเนียมหมอบกราบด้วยพระราชวินิจฉัยข้างต้น ในห้วงเวลาที่สยามกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะสมัยใหม่ การหมอบกราบกลายเป็นสิ่งล้าหลังไร้อารยะในความคิดของชาวตะวันตก กระทั่งหลังปฏิวัติ 2475 สามัญชนไทยผู้มีแนวคิดก้าวหน้าต่างมองว่าการหมอบกราบเป็น “ซากเดนจากยุคศักดินา” และพยายามอย่างยิ่งที่จะรื้อถอนวัฒนธรรมเหล่านี้ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใหม่
ทว่าในความเป็นจริง วัฒนธรรมการกดทับผ่านร่างกายไม่เคยเลือนหายไปจากสังคมไทย ทั้งยังมีการปรับตัว แทรกซึม และผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบมาตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ จวบจนถึงปัจจุบัน เราจึงยังเห็นภาพข่าวนักการเมืองตลอดจนบรรดาเจ้าสัวต่างหมอบกราบขณะเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ ข้าราชการตลอดจนประชาชนทั่วไปหมอบกราบต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และขบวนเสด็จ นักเรียนนักศึกษาถูกบังคับให้หมอบกราบ คลานเข่า หรือทำพิธีกรรมกลางแดดฝนเพื่อแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ผู้อาวุโส
ท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามที่พุ่งทะลุเพดานในช่วงปี 2562–2563 ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่กล้าท้าทายขนบเดิมอันเป็นรากของความไม่เสมอภาคในสังคม[2] การโต้กลับของฝ่ายอนุรักษนิยมก็ดำเนินไปอย่างหนักหน่วง แม้การต่อสู้ทางความคิดจะรุดหน้าไปเพียงใด ทว่าในปริมณฑลของเนื้อตัวร่างกาย รัฐไทยกลับยังคงรักษาอิทธิพลครอบงำไว้ได้อย่างมหาศาล โดยมีมารยาทเป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบพยศและกล่อมเกลาประชาชน ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์มารยาทและนำเอาเนื้อตัวร่างกายกลับมาเป็นสมรภูมิในการต่อสู้ทางการเมืองจึงเป็นภารกิจที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด
เชื่อว่าตั้งแต่เด็กจนโต “มารยาท” คือสิ่งที่ผู้อ่านคงจะต้องเรียนรู้ ปฏิบัติ และสืบสานในฐานะพลเมืองไทยที่ดี ผู้ใหญ่ในครอบครัวปลูกฝังให้ลูกหลานรู้จักมารยาทและมีสัมมาคารวะ สถาบันการศึกษาพร่ำสอนให้นักเรียนประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ของสังคม เคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้อาวุโส ไม่แสดงกิริยาดื้อรั้นหรือต่อต้าน ครั้นเมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน กิริยามารยาทและการวางตัวอาจเป็นเกณฑ์ตัดสินความก้าวหน้าเหนือความรู้ความสามารถ
ในการเข้าสังคม หากมารยาทบกพร่อง ก็อาจถูกตำหนิว่าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ขาดสมบัติผู้ดี หรือกระทั่งไม่มีคุณลักษณะ “เป็นไทย”
กระนั้น “มารยาทไทย” ที่สถาบันต่างๆ ในสังคมของเราพร่ำเอ่ยถึงนี้คืออะไรกันแน่? คือสมบัติอัตลักษณ์ของชาติไทยอันเก่าแก่เหนือกาลเวลา ไม่ขึ้นต่อกาลสมัยและบริบททางสังคมการเมือง ดังที่คนเก่าคนแก่หรือกระทั่งพระพุทธองค์ได้ค้นพบเนิ่นนานมาแล้วว่าเป็นของดี หรือแท้จริงคือนวัตกรรมทางสังคมที่ถูกประดิษฐ์และปรุงแต่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ตลอดจนความปรารถนาเยี่ยงปุถุชนที่ปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขปัจจัยทางอำนาจและเศรษฐกิจ
ประวัติศาสตร์มารยาทและความเป็นผู้ดีไทย โดยแพทริค โจรี (Patrick Jory) คือความพยายามที่จะปอกเปลือกมารยาทและความเป็นผู้ดีไทยออกมาสำรวจพิจารณาอย่างถึงแก่น โดยสืบย้อนอย่างเป็นระบบว่าความประพฤติของผู้คนในสังคมไทยนั้นมีรากฐานมาจากอะไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและด้วยปัจจัยใด กรอบคิดที่กำหนดนิยามมารยาทและความเป็นผู้ดีไทยได้ถูกท้าทาย ปรับปรุง หรือแทนที่อย่างไรท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในศตวรรษที่ผ่านมา และชนชั้นนำไทยในแต่ละยุคสมัยพยายามที่จะสร้างบรรทัดฐานความประพฤติที่แตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับใช้จัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประชาชนในโครงสร้างสังคมไทย
ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมนับตั้งแต่สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่นั้น มักเป็นที่เข้าใจว่าเกิดขึ้นจากอิทธิพลภายนอก เช่น วัฒนธรรมตะวันตก โลกาภิวัตน์ หรือทุนนิยม โจรีกลับชี้ชวนให้เราขบคิดในมุมมองที่น่าสนใจว่า แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีที่มาจากความต้องการภายในสังคมไทยเองด้วย เมื่อโครงข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไปอันเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากอาณาจักรศักดินาสู่รัฐชาติรวมศูนย์ภายใต้ระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จากสังคมราชสำนักและไพร่-ทาสสู่สังคมกระฎุมพีที่มุ่งเน้นการค้า จากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ถึงการฟื้นฟูอำนาจสถาบันกษัตริย์ในช่วงสงครามเย็น ตลอดจนการปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจ-การเมืองของมวลชนขนาดใหญ่ในชนบทเมื่อไม่นานมานี้ หนังสือเล่มนี้ศึกษาวรรณกรรมและงานเขียนที่เกี่ยวเนื่องกับมารยาท ซึ่งจะช่วยฉายภาพความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในแต่ละยุค ที่จำเป็นต้องดิ้นรนหาวิธีรับมือกับรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่เปลี่ยนไป และดังนั้นจึงต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนในรูปแบบที่แตกต่างออกไปด้วย
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่การบอกเล่าประวัติศาสตร์ความเปลี่ยนแปลงของมารยาทและแนวคิดเรื่องผู้ดี แต่โดยอาศัยกรอบวิเคราะห์แบบสังคมวิทยา โจรีชี้ให้เห็นว่ามารยาทและความประพฤติไม่ได้เป็นเพียงระเบียบพิธีหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่ฉาบฉวยไร้เดียงสา หากคือเครื่องมือปกครองที่ทำให้การสยบยอมต่ออำนาจกลายเป็นธรรมชาติที่สองของเรา เป็นการขัดเกลาที่จดจารระเบียบทางสังคมลงบนเนื้อตัวร่างกาย การสมาทานโครงสร้างลำดับชั้นทางสังคมจึงไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังหรือกฎหมายบีบบังคับดังที่เรามักเข้าใจ กลไกรัฐสามารถทำให้เราศิโรราบต่อระเบียบสังคมในนามของความดีงามและความเหมาะสม ผ่านการปลูกฝังลักษณะนิสัยและอบรมสั่งสอนให้พลเมืองปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานความประพฤติที่ถูกกำหนดไว้
จุดสูงสุดของระเบียบสังคมที่ว่านี้หาใช่อะไรอื่นนอกจากสถาบันกษัตริย์ไทย ที่โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาได้ทวีความสำคัญอย่างสูงในการเป็นศูนย์รวมของชาติไทย และดังนั้นจึงทำให้แบบแผนการปฏิบัติตนในราชสำนักหรือวิถีชาววังกลายเป็นสารัตถะของมารยาทไทยที่ถูกยกให้เป็นอุดมคติสำหรับคนไทยทุกคน ในขณะที่การปฏิวัติกระฎุมพีในยุโรปได้สถาปนาบรรทัดฐานพฤติกรรมแบบใหม่ที่วางอยู่บนฐานคติแบบเสรีนิยม โจรีชวนให้เราตั้งคำถามว่า เหตุใดกระฎุมพีไทยจึงนิยมรับเอาแบบแผนความประพฤติของราชสำนักมาใช้มากกว่าในที่อื่นๆ จนกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำวิถีปฏิบัติทางสังคมของผู้คนในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันและถึงที่สุดแล้ว การสืบเสาะหาคำอธิบายให้กับปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจว่า เหตุใดมารยาทจึงเป็นสิ่งที่เหล่าชนชั้นนำไทยหวงแหนมากถึงเพียงนี้
การเข้าใจประวัติศาสตร์มารยาทในหนังสือเล่มนี้จึงสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในห้วงยามที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการตั้งคำถามต่อสถานะและอำนาจของสถาบันการเมืองต่างๆ อย่างถึงรากถึงโคน การต่อสู้และรอยแยกทางการเมืองร้าวลึกลงไปถึงปริมณฑลทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน การท้าทายขนบมารยาทดั้งเดิมหาใช่เพียงความก้าวร้าวไร้เหตุผล แต่คือกระบวนการสั่นคลอนเสาหลักทางวัฒนธรรมที่คอยค้ำจุนอำนาจในส่วนลึกที่สุดของสังคมไทย ดังที่เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการด้านการเมืองวัฒนธรรมชี้ให้เห็นว่า ในการต่อสู้ทางการเมือง สามัญชนคนธรรมดามักขาดอำนาจรัฐและอำนาจทุน กระนั้นสิ่งที่พวกเขามีคืออำนาจทางวัฒนธรรม ซึ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงลับเสนอว่า วัฒนธรรมจะเป็นอาวุธสำหรับใช้เปลี่ยนแปลงสังคมได้ ก็ด้วยการเข้าใจประวัติศาสตร์และบริบทของมัน สร้างเรื่องเล่าอีกแบบที่มีพลังทัดทานต่อต้านเรื่องเล่าฉบับทางการที่ครอบงำสังคม[3] เช่นกันกับที่หนังสือเล่มนี้ได้ฉายภาพให้เห็นความพยายามของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ 2475 ที่มุ่งปฏิรูปความประพฤติและกฎเกณฑ์การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่นการใช้คำว่า ผู้สุภาพ แทน ผู้ดี ซึ่งเป็นคำที่ผูกโยงกับชนชั้นสูง หรือวรรณกรรมหลายเรื่องในยุคนี้ที่เสียดเย้ยพฤติกรรมของผู้ดีไทย อาทิ บ้านทรายทอง ของ ก. สุรางคนางค์ เรื่องสั้นของ “นายผี” อัศนี พลจันทร เป็นต้น
หลักใหญ่ใจความของการศึกษาประวัติศาสตร์มารยาทจึงอยู่ที่การกระตุกให้เราฉุกคิดว่า มารยาทไม่ใช่พฤติกรรมธรรมชาติที่ไม่อาจปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง หากเป็นสิ่งที่สามารถท้าทายและช่วงชิงมาเป็นของประชาชนได้ เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์เช่นนี้แล้ว จินตนาการถึงสังคมใหม่และวิถีแบบใหม่ที่ผู้คนในสังคมปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ยุติธรรม และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นไปได้
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญนี้สู่สายตาผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือลำดับที่สามในชุด “ทวิพากษ์” ซึ่งเป็นงานไทยศึกษาที่เราตั้งใจแปลจากภาษาต่างประเทศมานำเสนอต่อผู้อ่านชาวไทย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะขยายขอบฟ้าการวิพากษ์สังคมไทยให้กว้างไกลยิ่งขึ้น และเป็นเครื่องมือแสวงหาความจริงที่จะช่วยให้เรามองทะลุรอยยิ้มและ “มารยาทอันดีงาม” ของคนไทย ซึ่งอาจปิดบังซ่อนเร้นความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ภายใต้หน้ากากของความเป็นผู้ดีไทย
หมายเหตุการแปล : ข้อความที่อ้างอิงจากเอกสารชั้นต้นคงการสะกดคำดั้งเดิมไว้ตามต้นฉบับ
[1] พระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 5 อ้างใน “ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่,” หนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, 2540), 54.
[2] ดังเช่นเมื่อปี 2565 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีประกาศ “ยกเลิกการหมอบกราบ” ในพิธีไหว้ครูและบายศรีสู่ขวัญ ด้วยเห็นว่าการหมอบกราบเป็นวัฒนธรรมในระบบไพร่-ทาสเดิม ควรให้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมอันเป็นคุณค่าหลักของสังคมปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง โดยฝ่ายคัดค้านเห็นว่าการกราบคือ “การแสดงความเคารพสูงสุดแด่ผู้มีพระคุณ” ดู “พิธีไหว้ครู : เปิดใจนายกองค์การนักศึกษา ม.อุบลฯ ต่อปมยกเลิกการหมอบกราบในพิธีไหว้ครูและบายศรีสู่ขวัญ,” บีบีซีไทย, 30 มิถุนายน 2565, https://www.bbc.com/thai/thailand-61991096.
[3] เกษียร เตชะพีระ, “ปาฐกถา ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ครั้งที่ 20,” YouTube, 9 มีนาคม 2569, https://www.youtube.com/watch?v=yb2XOghNVr8.
หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาฟูมฟักอยู่หลายปี ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงซาบซึ้งในบุญคุณของผู้คนและสถาบันต่างๆ จำนวนมาก ผู้เขียนขอขอบคุณอดีตเพื่อนร่วมงานในหลักสูตรภูมิภาคศึกษาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คือ ทวีศักดิ์ เผือกสม, จิรวัฒน์ แสงทอง, ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล, อำนวยวิทย์ ธิติบดินทร์ และอรอนงค์ ทิพย์พิมล ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เขียนมีความสนใจในหัวข้อนี้ตั้งแต่แรก ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, ฉลอง สุนทราวาณิชย์, ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์, จุฑามาศ ตั้งสันติกุล, ปรีดี หงษ์สต้น, ณัฐพล ใจจริง, เกษม จันทร์ดำ, วาสนา วงศ์สุรวัฒน์, ชาญ พนารัตน์, เออิจิ มุราชิมะ, จุนโกะ โคอิซึมิ และอลิสัน แบชฟอร์ด ในต่างช่วงต่างเวลาล้วนให้คำแนะนำที่มีค่าเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของหนังสือ หรือช่วยแนะนำแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ผู้เขียนขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ School of Historical and Philosophical Inquiry โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอนดรูว์ บอนเนลล์ และอดัม โบวล์ส ที่ช่วยอ่านและให้ความเห็นเกี่ยวกับบทต่างๆ ในฉบับร่าง ขอบคุณเรเชล แฮริสัน ที่สนับสนุนความพยายามจัดระเบียบความคิดของผู้เขียนในช่วงเริ่มแรก ไมเคิล มอนเตซาโน ที่กรุณาตอบรับการตีพิมพ์บทความที่ต่อยอดจากงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณผู้ช่วยวิจัย คือ กมลทิพย์ จ่างกมล, ทิม มัวร์, สุรเชษฐ์ สุขลาภกิจ และณัฏฐ์ เดชปั้น ที่ให้ความช่วยเหลืออันมีค่ายิ่ง
เจ้าหน้าที่แผนกเอกสารภาษาไทยที่ยอดเยี่ยมของหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย เสาวภา วีรวงศ์ และเจน (เจนวิไล) ฮอดกินส์ ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่งในการค้นแหล่งข้อมูล ผู้เขียนขอขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่อนุญาตให้ผู้เขียนทำวิจัยในประเทศไทย ตลอดจนช่วยบริการและให้การสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพและไมตรีจิต เจ้าหน้าที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีความเป็นมืออาชีพ เป็นมิตร และให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี
หนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่เขียนขึ้นขณะอยู่ภายใต้ทุนวิจัย ผู้เขียนขอขอบคุณธนาพล ลิ่มอภิชาต ที่ช่วยจัดหาทุนระยะสั้นที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ซึ่งผู้เขียนไม่เพียงได้ทำงานเขียนหนังสือเล่มนี้เท่านั้น แต่ยังได้นำเสนอความคิดต่อบุคลากรและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาของภาควิชาด้วย ผู้เขียนขอขอบคุณปีเตอร์ แฮริสัน ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาขั้นสูงด้านมนุษยศาสตร์ (IASH) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ที่มอบทุนวิจัยของ IASH ให้ผู้เขียนได้ทำงานเขียนส่วนใหญ่จนสำเร็จลุล่วง และแกรม เทอร์เนอร์ ที่ต้อนรับผู้เขียนเข้าสู่กลุ่มวิจัยวัฒนธรรมศึกษาเชิงวิพากษ์ ผู้เขียนขอบคุณนักวิจัยของ IASH ที่เสนอความเห็นชวนคิดต่องานวิจัยชิ้นนี้ ขอบคุณโรเบิร์ต แวน ครีเกน ที่ทำให้ผู้เขียนได้นำเสนอความคิดในการประชุมนักวิชาการที่ศึกษางานของนอร์เบิร์ต เอเลียส ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับโยโกะ ฮายามิ ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (CSEAS) มหาวิทยาลัยเกียวโต และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่ให้โอกาสผู้เขียนได้ใช้เวลาอันมีค่าที่ CSEAS ในการเขียนหนังสือเล่มนี้จนจบ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่CSEAS สำหรับคำถามและข้อคิดที่แหลมคม และขอขอบคุณนักศึกษาไทยที่วิทยาลัยเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่ให้โอกาสผู้เขียนได้นำเสนอความคิดที่นั่นและสำหรับข้อเสนอแนะที่สร้างกำลังใจ
โครงการนี้ได้รับการอนุเคราะห์สนับสนุนด้วยทุนช่วยเหลือจากหลายแหล่ง ซึ่งประกอบด้วยทุนเริ่มต้นการวิจัยจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, ทุนสนับสนุนการสำรวจวิจัยจากสภาวิจัยแห่งออสเตรเลีย, ทุนสนับสนุนจาก IASH และทุนวิจัยที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของมหาวิทยาลัยเกียวโต สำนักงานวิจัยของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรเชล สมิธ ได้ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมในการสมัครขอรับทุนARC ผู้เขียนหวังว่าผลงานที่เสร็จสิ้นนี้จะมีคุณค่าสมกับการสนับสนุนที่ได้รับ
ผู้เขียนขอขอบคุณเครก เรย์โนลด์ส บุคคลที่ผู้เขียนระลึกถึงในฐานะ “อาจารย์ที่ปรึกษา” เสมอมา ถึงแม้ตอนนี้ผู้เขียนจะถือว่าเขาคือมิตรผู้ปราดเปรื่อง มีน้ำจิตน้ำใจอยู่เสมอ และที่สำคัญไม่แพ้กันคืออดทน คำแนะนำของเขาคือการนำทางด้วยความคิด และผู้เขียนก็ได้พยายามทำสิ่งเดียวกันนั้นในหนังสือเล่มนี้ โทนี รี้ด ผู้ที่หนังสือเล่มนี้อุทิศให้ ได้ให้กำลังใจและสนับสนุนผู้เขียนในอาชีพการงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา คริส เบเคอร์ ได้ให้ข้อคิดเห็นและคำวิจารณ์ที่เฉียบคมมากมายเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของหนังสือเล่มนี้ งานของเขาเองก็สร้างบันดาลใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก ผู้เขียนนับว่าโชคดีที่ได้รับคำวิจารณ์ที่ละเอียดและยอดเยี่ยมจากผู้วิจารณ์ต้นฉบับหนังสือที่ไม่ประสงค์ออกนามหลายคน ลูซี ไรเมอร์ และเอมิลี ชาร์ป คณะบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (CUP) เราได้ทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยม
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณจันทกานต์ จันทรโชตะ ที่ปฏิบัติต่อผู้เขียนด้วยอัธยาศัยไมตรีตลอดหลายปีที่ผ่านมา