Sale 15%

กระฎุมพีผงาด

ปกแข็ง 442.00 บาทปกอ่อน 357.00 บาท

หมายเหตุ

• จัดส่งฟรี เริ่มส่งวันที่ 28 ตุลาคม 69

• หากสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ด้วย ทางสำนักพิมพ์ขอส่งพร้อมกัน

รหัส: ไม่ระบุ หมวดหมู่:

ข้อมูลทั่วไป

ผู้เขียน

เกษียร เตชะพีระ

จำนวนหน้า

344

ปีที่พิมพ์

2569

ISBN ปกอ่อน

9786169476788

ISBN ปกแข็ง

9786169476795

สารบัญ

คำนำบรรณาธิการ

คำนำผู้เขียน

ภาค 1 แลลอดลายมังกร เหลียวลองมองตัวตน

บทที่ 1    แลลอดลายมังกร

ภาค 2 จีนสยาม พินิจผ่านการเมืองวัฒนธรรม

บทที่ 2    หางเปีย : บุพประวัติของความเป็นจีนในสยาม

บทที่ 3    จินตนากรรมชาติที่ไม่เป็นชุมชน : คนชั้นกลางลูกจีนกับชาตินิยมโดยรัฐของไทย

ภาค 3 เจ๊กกับแขก ชะตากรรมที่แตกต่างในรัฐไทย

บทที่ 4   เจ๊กและแขกกับสังคมไทย : พินิจปัญหาคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูจากประสบการณ์คนไทยเชื้อสายจีน

บทที่ 5   เจ๊กสยามหันขวาหาจีน

ภาค 4 หลากผู้คนในสนามความเป็นไทย

บทที่ 6    วิวาทะอุตตรกุรุ : อัศวพาหุ VS ศรีอินทรายุธ

บทที่ 7    นกมีหู หนูมีปีก : หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ กับการอภิวัฒน์ 2475

บทที่ 8    ปรีดี พนมยงค์ นักคิด นักอภิวัฒน์ประชาธิปไตย

บทที่ 9    จอมพลแปลก ผู้นำรัฐนิยมไทย

บทที่ 10    จิตร ภูมิศักดิ์ นอกคอกนักวิชาการ

บทที่ 11    แด่สหายรวม วงษ์พันธ์ ลูกที่ดีของพรรค

บทที่ 12    สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักรบในสมรภูมิการเมืองวัฒนธรรม

บทที่ 13    ยาใจเยาวรุ่น

ภาคผนวก

ก่อนจะพ้นปกออกไป

ประวัติผู้เขียน

ประวัติการตีพิมพ์

บรรณานุกรม

ดรรชนี

คำนำบรรณาธิการ

…โครงสร้างความคิดใหญ่เกี่ยวกับเจ๊กของอาจารย์เกษียรนั้นมีความสำคัญ ทั้งแก่วงวิชาการและแก่สังคมและการเมืองของไทย (อันที่จริง “วิชาการ” และ “สังคมการเมือง” เป็นเรื่องเดียวกันเสียจนน่าจะเขียนว่า“วิชาการ-สังคม-การเมือง” มากกว่า) และยิ่งมาคำนึงว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มากในปัจจุบัน ฐานความเข้าใจใหม่สำหรับการจัดการกับปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยมุมมองอย่างเก่ายิ่งมีความจำเป็นยิ่งขึ้น ฉะนั้นโครงสร้างความคิดอันใหญ่ของอาจารย์เกษียรที่เกี่ยวกับเจ๊กในที่นี้จึงไม่ใช่ข้อโต้แย้งที่ชาญฉลาดสำหรับประดับวงวิชาการไทยเฉยๆ หากมีนัยยะถึงการเสนอฐานความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่องเจ๊กในสังคมไทย สำหรับเป็นพลังและการจัดความสัมพันธ์ของสังคมของเราให้เหมาะแก่ความจำเป็นที่ต้องก้าวไปข้างหน้า…

ส่วนหนึ่งของคำนำเสนอใน “ก่อนจะพ้นปกออกไป”[1] ของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหนังสือ แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม (2537) ของเกษียร เตชะพีระ เมื่อครั้งเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งเป็นต้นทางและต้นฉบับหลายส่วนของหนังสือ กระฎุมพีผงาด : ว่าด้วยเจ๊กและผู้คนในสนามความเป็นไทย ที่อยู่ในมือผู้อ่านนี้ สะท้อนบรรยากาศความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลในสังคมการเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 ด้วยการฉายภาพไปที่ชนชั้นกลางกระฎุมพีไทย หรือ “เจ๊ก” ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนตัวแสดงทางประวัติศาสตร์ที่ค่อยๆ ทวีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มิพักที่ควรกล่าวด้วยว่าก่อนหน้านี้ “เจ๊ก” เคยถูกมองว่า “ไม่ไทย” เป็น “คนนอก” และความเป็นอื่น อีกทั้งคำเรียก “เจ๊ก” ยังมีนัยเชิงหมิ่นแคลนมาก่อนด้วย

ดังที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวไว้ เกษียร เตชะพีระ นับเป็นนักวิชาการผู้ครุ่นคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับ “เจ๊ก” อย่างเอาการเอางาน และเสนอความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่อง “เจ๊ก” ในสังคมไทยไว้อย่างต่อเนื่อง น่าสนใจว่านับตั้งแต่ราวกลางทศวรรษ 2530 แล้วที่เกษียรได้เล็งเห็นถึงศักยภาพ (และข้อจำกัด) ของพลังชนชั้นกลางกระฎุมพีไทย ที่จะเป็นกลุ่มก้อนตัวแสดงสำคัญในการลุกขึ้นมาสร้างอำนาจนำ(hegemony) ร่วมกับคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองไปจนถึงเพื่อขยับปรับเปลี่ยนนิยามความหมาย “ชาติ” “ความเป็นไทย” เสียใหม่ ท่ามกลางสภาวะความเป็นไทยแบบเดิมที่กำลังพังพาบอ่อนแรงและเสื่อมมนต์ขลัง[2] ทั้งนี้ เราอาจถือเอาเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานี้เองที่ทั้งผู้นำเผด็จการทหาร รัฐราชการ กระทั่งนักการเมืองในระบบรัฐสภา ต่างต้องถอยร่นต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทว่าไม่ใช่กับกลุ่ม “เจ๊ก” ชนชั้นกลางกระฎุมพีไทยที่ดูจะได้รับประโยชน์โพดผลจากความเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งมีพลังต่อรองและเสียงดังมากขึ้น ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่านี่คือช่วงจังหวะทองที่ชนชั้นกลางกระฎุมพีลุกขึ้นมาผงาด

กระฎุมพีผงาด : ว่าด้วยเจ๊กและผู้คนในสนามความเป็นไทย เป็นหนังสือรวมบทความของเกษียร เตชะพีระ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2533–2569 แม้แก่นกลางของหนังสือคือการฉายภาพโครงสร้างความคิดใหญ่เกี่ยวกับ “เจ๊ก” ของผู้เขียน ผ่านมุมมองวิธีวิทยา “การเมืองวัฒนธรรม” (cultural politics) ทว่าหากพิจารณาต่อยอดจากประเด็นเรื่อง “เจ๊ก” เกษียรยังมีข้อเขียนบทความอีกจำนวนหนึ่งที่กล่าวถึง “ผู้คน” ต่างๆ ในสังคมไทยโดยพินิจพิเคราะห์ผ่านแว่นมุมมองการเมืองวัฒนธรรมอยู่ด้วยไม่น้อย ดังนั้นสองส่วนนี้จึงนับได้ว่าสนับสนุนและต่อยอดเนื้อหาระหว่างกันได้เป็นอย่างดี โดย กระฎุมพีผงาดฯ แบ่งออกเป็น 4 ภาค13 บท ได้แก่

ภาค 1 แลลอดลายมังกร เหลียวลองมองตัวตน คือชุดบทความที่เกษียรชี้ชวนให้เห็นปรากฏการณ์ที่“เจ๊ก” ชนชั้นกลางกระฎุมพีกำลังทวีความสำคัญขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกษียรเรียกว่าการ “ปฏิวัติกระฎุมพี” ในบริบทวัฒนธรรมบันเทิงไทย เมื่อวันดีคืนดี “อาเหลียง” ตัวละครในบทประพันธ์ที่เป็น “เจ๊ก” ทั้งยัง “พูกไทยไม่ชัก” ได้กลายเป็น “พระเอก” ในละครโทรทัศน์หลังข่าวเรื่อง ลอดลายมังกร (2535) ที่ชาวบ้านร้านตลาดติดกันงอมแงม ไม่เพียงเท่านั้น เกษียรยังมีข้อเสนอทางวิชาการเรื่องความเป็น “จีนสยาม” ที่สวนทางกับทัศนะของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ (G. William Skinner) ปรมาจารย์ด้านจีนศึกษาในไทยนามอุโฆษ โดยที่ก่อนหน้านี้สำหรับคนจีนในไทยแล้ว หากพวกเขาไม่เลือกเข้ากับสังคมจีนแล้วคงความเป็น “เจ๊ก” ไว้ ก็ต้องเลือกที่จะถูกกลืนเข้าสังคมไทยกลายเป็น “ฮวนนั้ง” ทางใดทางหนึ่ง ทว่ายังไม่มีที่ทางและคำอธิบายเกี่ยวกับ “จีนสยาม” นอกจากนี้ในฐานะ “ลูกเจ๊กชนชั้นกลางกระฎุมพี” เกษียรยังหวนกลับไป “เหลียวลองมองตัวตน” เพื่อพินิจพิเคราะห์ข้อสมมุติฐานและความรู้สึกต่อเรื่องความเป็น“จีนสยาม” ที่ (เคย) ถูกกดทับของตน ด้านหนึ่งบทความชุดนี้จึงมีกลิ่นอายเสมือนอัตชีวประวัติที่สอดแทรกมุมมองวิชาการที่ออกรสชาติไม่น้อย

ขณะที่ ภาค 2 จีนสยาม พินิจผ่านการเมืองวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าคือแกนกลางของเล่มในแง่วิธีวิทยาและการลงลึกไปที่ข้อมูลประวัติศาสตร์ ทั้งขยายความต่อยอดจากภาค 1 ดังบทความ “หางเปีย : บุพประวัติของความเป็นจีนในสยาม” ที่เกษียรตั้งคำถามถึงความหมายของรูปลักษณ์บางประการที่บ่อยครั้งก็ถูกเคลือบกลืนด้วยจินตนาการและมโนภาพแบบประชาชาติสมัยใหม่ ดังเช่นการไว้ “หางเปีย” ซึ่งก่อนหน้านี้มักเป็นที่รับรู้และเชื่อกันว่าคือสัญลักษณ์ในการระบุแบ่งแยกราษฎร “คนจีน” กับ“คนไทย” ของทางการสยาม ทว่าเมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไป “หางเปีย” กลับไม่เพียงเป็นสิ่งระบุถึงความเป็นจีนในสายตาของรัฐดังที่เราเข้าใจ เอาเข้าจริงความหมายของ “หางเปีย” สามารถผันแปรได้ตามการนิยามเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา ขณะที่ในบทความ “จินตนากรรมชาติที่ไม่เป็นชุมชน : คนชั้นกลางลูกจีนกับชาตินิยมโดยรัฐของไทย” เกษียรชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า“อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย” (the ethno-ideology of Thainess) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำไทยในการสร้างชาติ ด้วยวิธียกเชื้อชาติและวัฒนธรรมไทยขึ้นมาเป็นแกนกลางของชาติพร้อมกับกดกลบเชื้อชาติและวัฒนธรรมอื่นๆ ลงไป นัยหนึ่งชนชาติอื่นๆ จำต้องยอมหลอมละลายเอกลักษณ์ทางการเมืองและตัวตนให้กลายเป็นคนไทยตามมาตรฐานที่รัฐไทยพึงปรารถนา (เสียก่อน) จึงจะถูกนับเป็นไทย

ด้วยเหตุนี้คนจีนอพยพในเมืองไทยหรือ “เจ๊ก” ซึ่ง “ไม่ไทย” ทว่ากลับเป็นกลุ่มพลังที่มีศักยภาพมากที่สุดในทางเศรษฐกิจ หากต้องการลงหลักปักฐานดำรงชีวิตในสังคมไทยโดยสะดวกปลอดภัย เจ๊กเหล่านี้ต้องยอมสมาทานสมานลักษณ์ (assimilation) ตนเองเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบอนุรักษนิยม อำนาจนิยม ทหารนิยมของชนชั้นนำไทย วิธีนี้นับเป็นการป้องกันไม่ให้กลุ่ม “เจ๊ก” สามารถผันเปลี่ยนอำนาจเศรษฐกิจของตนไปเป็นอำนาจการเมืองและอำนาจรัฐได้ แต่กระนั้นเอง เกษียรก็ชี้ให้เห็นว่าบรรดาลูกจีนหาใช่ผู้ที่ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะพวกเขาก็สามารถใช้กลยุทธ์ยืดหยุ่นพลิกแพลงและกระโดดเข้าไปร่วมเล่นในเกมการเมืองวัฒนธรรมนี้ได้อย่างเท่าทันตามความจำเป็น ด้วยวิธีการเปลี่ยนร่างแปลงกายให้เป็น “ไทยสมไทย” ทั้งเปลี่ยนชื่อแซ่ ฝึกอ่านเขียนเรียนไทย ไม่ว่าโดยสถานภาพพวกเขาจะสังกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำกระฎุมพีที่เป็นขวาหรือเป็นฝ่ายซ้ายที่สังกัดอยู่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ก็ตาม

แม้เรื่องเล่าหลักของการถูกกดทับจาก “อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย” จะมุ่งเน้นไปที่ “เจ๊ก” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชนชั้นกลางกระฎุมพีไทย ทว่าการทำงานของ “อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย” ก็สามารถใช้กำราบ “ผู้คน” ต่างๆ กระทั่งกลุ่มชนหรือใครก็ตามที่ขัดฝืนการสมาทาน สมานลักษณ์ หรือแปลกต่างไปจากความเป็นไทย เนื้อหาใน ภาคที่ 3 เจ๊กกับแขก ชะตากรรมที่แตกต่างในรัฐไทย นับเป็นการฉายภาพเชิงเปรียบเทียบทั้งแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและแตกต่างระหว่าง “เจ๊ก” กับ “แขก” กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงคือชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้[3] ทั้งนี้ เกษียรตั้งข้อสังเกตว่าทุกวันนี้ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างรัฐไทยกับ “เจ๊ก” นั้นได้รับการแก้ไขตกไปแล้วในทางประวัติศาสตร์ ทว่าภาวะค้างคา อิหลักอิเหลื่อ การถูกแปะป้าย “ไม่ไทย” ยังคงเกิดขึ้น กับ “แขก” อยู่ไม่เสื่อมคลาย ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนชะตากรรมของกลุ่มชนในสังคมไทยที่ต่างกัน

แม้ “เจ๊ก” ชนชั้นกลางกระฎุมพีจะมีชะตากรรมที่โชคดีกว่า “แขก” และคนอื่นๆ ในสังคมไทย ทว่าประวัติศาสตร์ระยะใกล้ช่วงราว 3 ทศวรรษเศษนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาฯ 35 ดูจะมีคำตอบแล้วว่าความปรารถนาของเกษียรที่ต้องการให้ชนชั้นกลางกระฎุมพีไทยเป็นแกนหลักในการสร้างพันธมิตรกับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมเพื่อสร้าง “อำนาจนำ” ดูจะเป็นหมัน เพราะกระฎุมพีไทยล้วนพร้อมพรักเชื่อมั่นและถวายความจงรักภักดีแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยเหตุนี้ อำนาจนำที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบอยู่ในมือชนชั้นกลางไทยในบริบท “กระฎุมพีผงาด” จึงเคลื่อนย้ายไปรวมอยู่ที่ “พระราชอำนาจนำ” (royal hegemony) แห่งองค์พระมหากษัตริย์ มิเพียงเท่านั้น เกษียรเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่าหลังพฤษภาฯ 35 ขอบฟ้าแห่งจินตนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของคนไทยมีอยู่เพียง 2 อย่าง คือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และพระราชอำนาจนำ โชคร้ายที่เส้นทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” พ.ศ. 2540 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางกระฎุมพีอย่างมาก ทว่าสิ่งนี้ยิ่งขับเน้นพระราชอำนาจนำในนามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้มีพลานุภาพยิ่งขึ้น ไม่กี่ปีต่อมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระบอบทักษิณ กระฎุมพีไทยจำนวนมากก็กลายเป็น “ลูกจีนรักชาติ” ที่เป็นอนุรักษนิยม กระทั่งต่อมาที่เกษียรวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ “เจ๊กสยามหันขวาหาจีน” จะด้วยเพราะเจ๊กสยามเหล่านี้คิดฝันผูกพันถึง “เมืองจีน” อันเป็นแผ่นดินถิ่นฐานบ้านเกิดบรรพบุรุษ หรือเพราะพวกเขากำลังถอยห่างจากประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนหลักการหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากัน กระทั่งโน้มเอียงไปทางเผด็จการและรัฐประหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่แตกต่างอย่างมากหากย้อนไปที่เหตุการณ์พฤษภาฯ 35 ดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเส้นทางเดินของ “ลูกเจ๊ก” ชนชั้นกลางกระฎุมพีไทยช่างย้อนแย้ง จากที่เคยผงาดก้าวหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็กลับกลายเป็นหันขวาอนุรักษนิยม[4]

สำหรับ ภาค 4 หลากผู้คนในสนามความเป็นไทย เป็นกลุ่มข้อเขียนบทความที่เกษียรพินิจพิเคราะห์ถึงบทบาทตัวตนของปัญญาชนต่างๆ ทั้งฟากฝั่งอนุรักษนิยมและฝ่ายซ้ายที่โลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและในสนามแห่งการต่อสู้ช่วงชิงนิยามความหมายความคิดอุดมการณ์และปฏิบัติการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น อัศวพาหุ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว), หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์, ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, ศรีอินทรายุธ (อัศนี พลจันทร หรือ นายผี), จิตร ภูมิศักดิ์, สหายรวม วงษ์พันธ์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ฯลฯ บางบทความสะท้อนบรรยากาศแห่งยุคสมัยที่สัมพันธ์กับบุคลิกตัวตน เช่น เรื่องราวของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ที่แม้บทประพันธ์ของท่านจะชี้ชวนถึงทัศนะก้าวหน้าในท่วงทำนองแบบกระฎุมพี ทว่าก็ยังเห็นภาวะหันรีหันขวางด้วยข้อจำกัดจากกรอบโลกทัศน์ชนชั้น “เจ้า” ของตน ในขณะที่ทัศนะของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยกับหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง คือภาพแทนบรรยากาศยุคสมัยที่สื่อถึงความเสมอภาค ดังคำประกาศที่หนักแน่น “ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน” นอกจากนี้ บางบทความ เช่น “ปรีดี พนมยงค์ นักคิด นักอภิวัฒน์ประชาธิปไตย” และ “จอมพลแปลก ผู้นำรัฐนิยมไทย” แม้เกษียรจะไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง ทว่าก็นำเราคิดต่อในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับชนชั้นกระฎุมพี ด้วยข้อชี้ชวนที่ว่าทั้งปรีดีและจอมพล ป. อาจดูเบาการสร้างความเป็นพันธมิตรกับกระฎุมพีนอกระบบราชการเกินไป จนเป็นมูลเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของผู้นำการอภิวัฒน์สยามทั้งคู่ นัยหนึ่งพลังกระฎุมพีนอกระบบราชการในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อน พ.ศ. 2500 ยังไม่สุกงอมเมื่อเปรียบเทียบกับกระฎุมพีในระบบราชการ ระบบราชการจึงยึดกุมอำนาจรัฐไทยไปในที่สุด

ขณะเดียวกัน ในภาค 4 ประเด็นการเมืองวัฒนธรรมยังเป็นแก่นแกนสำคัญของเนื้อหา ทั้งนี้ สำหรับเกษียรอาจกล่าวได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยช่วงทศวรรษ 2490 เป็นพิเศษ ทั้งมีข้อสังเกตว่า ข้อด้อยของปัญญาชนไทยไม่ว่าจะปีกซ้ายหรือฝ่ายขวาคือพวกเขาไม่ได้ปราดเปรื่องในทางความคิดทฤษฎี ทว่าคนเหล่านี้เก่งกาจยิ่งในฐานะ “นักการเมืองวัฒนธรรม” (cultural politician) ผู้หยิบใช้ ปรับเปลี่ยน ดัดแปลงแนวคิดอุดมการณ์การเมืองจากภายนอกด้วยการทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นไทย กรณีฝ่ายซ้ายไทย พวกเขามิเพียงไม่ปฏิเสธเครื่องมือหรืออาวุธทางความคิดของฝ่ายผู้ปกครอง มิหนำซ้ำยังสามารถพลิกแพลงฉวยใช้มาสู้กลับเพื่อตอบสนองเป้าประสงค์ทางการเมืองฝ่ายตนได้อย่างมีชั้นเชิง ดังเราจะเห็นการสัประยุทธ์นี้ในบทความ “วิวาทะอุตตรกุรุ : อัศวพาหุ VS ศรีอินทรายุธ” รวมถึงบทความอื่นๆ ในภาคก่อนหน้านี้ด้วย นอกจากนี้ ในฐานะ “อดีตสหาย” เกษียรได้พาเราไปพบกับการเมืองวัฒนธรรมในขบวนปฏิวัติ เช่น การแปลงความสัมพันธ์ผ่านบุคลาธิษฐาน “แม่” (ผู้ให้กำเนิด) = “พรรค” (ผู้ให้ชีวิตใหม่) แน่นอนว่าการจะตระหนักซึมซับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง บรรดาอดีตสหายจำเป็นต้องออกจาก “คอกเก่า” และดัดแปลงชีวทัศน์ตนเองให้เข้ากับ “คอกใหม่” ด้วยจิตใจปฏิวัติและเสียสละอย่างแรงกล้า ซึ่งบ่อยครั้งทำให้พวกเขาต้องเผชิญปัญหาความขัดแย้งในจิตใจเมื่อต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับอารมณ์ความรู้สึกปุถุชน

กลับมาที่ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ณ ช่วงจังหวะขึ้นสูงของ “ม็อบราษฎรปี 63” เกษียรเคยตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศและจังหวะก้าวที่แตกต่างกันระหว่างการเมืองในระบบ การเมืองภาคประชาชน และการเมืองวัฒนธรรม กล่าวคือ “การเมืองในระบบเป็นปฏิกิริยา การเมืองภาคประชาชนเป็นปฏิรูป การเมืองวัฒนธรรมเป็นปฏิวัติไปแล้ว”[5] ดังที่ทราบกัน ม็อบราษฎรถูกกดปราบ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดรุนแรง แกนนำม็อบและเยาวชนจำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง แน่นอนโดยมากแล้วพวกเขาก็ล้วนเป็นลูกหลานชนชั้นกลางกระฎุมพีผู้ลุกขึ้นมาส่งเสียงแสดงพลังและคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลง… แต่ก็พ่ายแพ้  อย่างไรก็ตามเมื่อ “การเมืองวัฒนธรรมเป็นปฏิวัติไปแล้ว” สังคมไทยที่คิดฝันจินตนาการถึงเสมือนถูกผลักจนทะลุเพดาน จุดนี้เองที่การต่อสู้ทางการเมืองในมิติทางวัฒนธรรมเติบโตเบ่งบานอย่างถึงที่สุด แม้ในข้อเท็จจริง ดังที่เกษียรเคยกล่าว “พูดให้ลึกไปกว่านั้น ผลักออกไปอีกก้าว การเมืองวัฒนธรรมคือการเมืองของการปฏิวัติที่พ่ายแพ้”[6] บทความส่งท้ายอย่าง “ยาใจเยาวรุ่น” ไม่เพียงนำเสนอปรัชญาและวิถียาใจเพื่อปลอบประโลมผู้แพ้ หากยังฉายภาพหน้าที่ที่แท้จริงของการปฏิวัติที่พ่ายแพ้ นั่นคือการเป็นพื้นที่เก็บรักษาไวยากรณ์ทางความคิด ประสบการณ์ เชื้อมูลแห่งการต้านทานขัดฝืนต่ออำนาจที่เหนือกว่า เพื่อวันหนึ่งสิ่งนี้จะเป็นวัตถุดิบในการต่อสู้ทางการเมืองของคนรุ่นต่อไป

อาสา คำภา


[1] ดูภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้.

[2] ดูข้อวิเคราะห์สภาวะที่ “ความเป็นไทย” ในความรู้สึกของผู้คนเริ่มกลวงเปล่าเสื่อมมนต์ขลัง กระทั่ง “สินค้า” สามารถเข้ามาทดแทนความเป็นไทยได้อย่างง่ายดายใน เกษียร เตชะพีระ, “บริโภคความเป็นไทย,” ใน จินตนาการสู่ปี 2000 : นวัตกรรมเชิงกระบวนทัศน์ด้านไทยศึกษา, บ.ก. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2539).

[3] ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอตอนล่างของจังหวัดสงขลา

[4] ดูภาพรวมของประเด็นนี้เพิ่มเติมใน เกษียร เตชะพีระ, “ความขัดแย้งทางชนชั้นกับการเมืองมวลชนรอยัลลิสต์ : ความย้อนแย้งของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยกับพระราชอำนาจนำในสังคมไทย,” ใน ประชาธิปไตยใส่ชฎา : จากเสรีนิยมประชาธิปไตยถึงทางแพร่งแห่งอำนาจนำ (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2568), 213–240.

[5] สมคิด พุทธศรี, “Thailand’s Next Chapter : ขั้นต่ำคือการเลือกตั้ง แต่อย่าหยุดแค่การเลือกตั้ง,” The 101. World, 5 มกราคม 2566, https://www.the101.world/edi
tors-note-2023.

[6] ดูเพิ่มเติมใน อาสา คำภา, “แลลอดลายเกษียร ว่าด้วยชีวประวัติองค์ปาฐก (บาง) ส่วนเสี้ยวของ ‘การเมืองวัฒนธรรม’ สู่นิยาม ‘ชาติ’–‘ความเป็นไทย’ ที่คิดฝันจินตนาการไปถึง,” ใน เกษียร เตชะพีระ, ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้, ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 (กรุงเทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2569).

 

คำนำผู้เขียน

ลูกจีนในโลกเจ๊ก

ผมเป็นลูกจีนที่เกิดและโตมาในย่านหัวลำโพง-เจริญกรุง-เยาวราชของกรุงเทพฯ คลอดที่โรงพยาบาลหัวเฉียว เรียนอนุบาลประเสริฐธรรมวิทยา เรียนประถม–มัธยมฯ ต้นที่สี่ต่อตงฮัก/สีตบุตรบำรุง พูดจีนแต้จิ๋วเป็นภาษาแม่ กินข้าวต้มและกับข้าวจีน ดื่มน้ำชาจีนแทนน้ำเปล่า จ่ายตลาดกับเตี่ยที่ตลาดหัวลำโพงและหล่อเต่าควงทุกเช้า ไหว้เจ้า ฉลองตรุษจีนสารทจีนไหว้พระจันทร์ ดูงิ้วดูหนังจีน ฟังและหัดร้องเพลงจีน อ่านนิยายแปลบู๊ลิ้มจีน ดื่มกินยาโป๊วจีนที่เตี่ยกับอี๊ตุ๋นให้ตั้งแต่เล็ก คบค้าไปมาหาสู่กับอาเฮียอาเจ็กอาแปะอากู๋อาเจ้อาอี๊อาอึ้มอาม่า วงศาคณาญาติเพื่อนมิตรเพื่อนบ้านคนรู้จักรอบตัวในแวดวงเจ๊กจีนตลอดช่วงวัยเยาว์

หากพูดด้วยศัพท์แสงปรัชญาภววิทยาเยอรมันของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) ก็ต้องบอกว่า Dasein (ดาไซน์หรือตถตา หมายถึง ความเป็นเช่นนั้นเอง) และ In-der-Welt-sein (อินแดเวลท์ไซน์หรือ Being-in-the-World อาจแปลได้ว่าสัตภพภูมิ) ของผมได้แก่ โลกเจ๊กยุคเมืองไทยพัฒนาสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาสนั่นแหละครับ

บ้านผมเป็นเจ๊กถึงขนาดที่ว่าผมเป็นคนแรกในบ้านที่เรียนรู้ภาษาไทยจากโรงเรียน ขณะที่อาอี๊ (แม่) อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และเตี่ยพูดไทยได้แค่ผรุสวาทสองสามคำ (เ-็ดกอแม่, -วยช้าง) ทำให้ผมไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้ถามเวลามีปัญหาภาษาไทย จนถูกคุณครูจินดาครูประจำชั้น ป.3 เรียกไปหน้าชั้นเอาไม้บรรทัดตีมือหลายรอบฟรีๆ กว่าจะเข้าใจว่าผมทำการบ้านผิดตรงคัดเขียนพยัญชนะไทยไม่มีหัวนี่เอง

การเป็นลูกจีนสองวัฒนธรรม (จีนแต้จิ๋ว+ไทยมาตรฐาน) ทำให้ผมได้รับแรงกดทับที่รู้สึกได้ในฐานะครอบครัวพ่อค้าเจ๊กภายใต้รัฐราชการไทย เช่น ถูกครูประจำชั้นกำชับด้วยความหวังดีให้ไปเปลี่ยนชื่อแซ่เป็นนามสกุลไทยเสียถึงจะสมัครเข้ารับราชการได้, อาอี๊ถูกเสมียนหญิงดุด่าว่ากล่าวทุกครั้งที่ไปยื่นคำร้องขอทำเรื่องต่างๆ ที่ทำการอำเภอเพราะไม่รู้หนังสือไทย, และเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งสรรพสามิตสมัยนั้นเข้ามาตรวจจับเหล้าหนีภาษีบ้าง รีดไถแต๊ะเอียบ้างที่ร้านห้องแถวทุกบ่อย

ผมกับความเป็นไทยของทางราชการจึงอยู่ห่างกันหนึ่งช่วงแขนเสมอมา

และก็เช่นเดียวกับลูกจีนและลูกแขกอพยพคนอื่นๆ (เช่น อ. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์) พวกเราเพียรพยายามเอาจริงและเอาดีในวิชาภาษาไทย วรรณคดีไทย เรียงความ คำประพันธ์โคลงฉันท์กาพย์กลอน ฯลฯ เพื่อหาทางถมความไม่เป็นไทยติดตัวให้เต็มตื้นขึ้นมา แล้วก็หลงรักมันเพราะมันงาม มันไพเราะ และมันเป็นไทย

ในช่วงวัยรุ่นจาก 14 ถึง 6 ตุลาฯ วาทกรรมชนชั้นก็แพร่สะพัดเข้ากดทับปัญหาเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ลงไปชั่วคราว ปัญหาหลักกลายเป็นเรื่องเอกราช ประชา­ธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคมแบบสังคมนิยมซึ่งตั้งประจันกับรัฐของชนชั้นปกครองแทน

จนสิบกว่าปีให้หลัง เมื่อเข้าป่าออกจากป่าและกลับมาเรียนต่อกระทั่งไปนอก ในช่วงการเรียนปริญญาโท–เอกที่คณะการปกครอง มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกานี่เองที่ครูเบ็น (Benedict Anderson) ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา “ช่วยเตือนใจให้ผมรำลึกได้ถึงหางเปียที่หายไปและความเป็นจีนที่ถูกหลงลืมของผม”

ดังที่ผมขอบพระคุณคุณครูไว้ในบันทึกท้ายบทความ “Pigtail : A Pre-History of Chineseness in Siam” (หางเปีย : บุพประวัติของความเป็นจีนในสยาม) ซึ่งถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบบทความดีเด่นด้านแนวทางการวิจัยเอเชียอาคเนย์ของวารสาร SOJOURN-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ในวาระอายุวารสารครบ 50 ปี[1]

คำสอนของครูเบ็นและการค้นเขียนดุษฎีนิพนธ์ของผมที่ต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง Commodifying Marxism : The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927–1958 (2001) ทำให้ผมสำนึกตระหนักถึงความไม่เป็นไทยยกกำลังสอง (double othering from Thainess) ที่คนรุ่นผมและพรรคพวกประสบพบผ่านจากความเป็นไทยของราชการ ค่าที่ถูกตั้งแง่ตราหน้าว่าเป็นทั้ง “เจ๊ก” ที่ไม่ไทยและดันเป็น “คอมมิวนิสต์” ที่ไม่ไทยซ้ำสองเข้าไปอีก

ทั้งที่เนื้อแท้แล้วมันเป็นวาทกรรมความเป็นอื่นที่รัฐราชการใช้ตราหน้าตรึงถ่วงพลังทางการเมืองของกลุ่มทุนเจ๊ก-กระฎุมพีเจ๊ก-และประชาสังคมเจ๊กในเมืองไทยนั่นเอง

ผมเรียนปริญญาเอกจบกลับมาเมืองไทยประจวบกับเหตุการณ์พฤษภามหาโหด 2535 และยุคกระฎุมพีเจ๊กผงาดพอดี

แง่มุมทางการเมืองของปรากฏการณ์นี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประวัติศาสตร์ต้องเนรเทศของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ได้วิเคราะห์ไว้อย่างหลักแหลมยิ่งโดยเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 9[2]

ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรมของมัน ผมได้วิเคราะห์ไว้ใน แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม (2537)

การนำเสนอประสบการณ์ลูกจีนในโลกเจ๊กภายใต้การกดทับโดยความเป็นไทยของรัฐราชการในโลกวิชาการและงานวิจัยที่ผมทำช่วงนั้นก็เผชิญอุปสรรคบ้างเล็กน้อย

ทั้งจากนักวิชาการชาตินิยมไทยอาวุโสผู้เตือนผมด้วยวาจาหน้าแก้วไวน์หลังผมนำเสนอบทความเรื่องดังกล่าวว่า “อย่าทรยศชาติ”

และนักวิชาการไทยศึกษาอาวุโสชาวญี่ปุ่นผู้มองเชิงเปรียบเทียบว่าสิ่งที่เจ๊กโดยเฉพาะนายทุนและกระฎุมพีเจ๊กประสบพบเจอในเมืองไทยนั้นมันแค่ชิวๆ เมื่อเทียบกับที่เจ๊กเจอในประเทศอื่นๆ แถบเอเชียอาคเนย์

ซึ่งผมก็รับฟังคำเตือนของผู้ศึกษาสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมในการถูกกดทับไว้เป็นอนุสติ แล้วก็เดินหน้าบันทึกและวิเคราะห์ประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึกในการถูกกดทับของลูกจีนในโลกเจ๊กรุ่นผมต่อไป

ผ่านช่วงยาวของกระฎุมพีเจ๊กผงาดและนโยบายนำไทยไปเข้าร่วมคณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นหัวหน้าภายใต้รัฐบาลทักษิณ (2544–2549)[3], ผ่านรัฐประหาร คปค. 2549, สงครามเสื้อสี & ลูกจีนรักชาติ, รัฐประหาร คสช. 2557 มา[4]

อาจกล่าวได้ว่าบัดนั้นสถานการณ์กดทับปิดฉากจบไปแล้ว ในชั่วยี่สิบปี การเมืองไทยกลับเข้าสู่ยุคสมัยที่ครูเบ็นตั้งข้อสังเกตกลับตาลปัตรเอาไว้ว่ากลุ่มชนชั้นนำคณาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีล้วนเป็น “เจ๊ก” หมด (ไม่ว่าเหลือง, แดง, ฟ้า, น้ำเงิน ฯลฯ)[5]

คำถามที่ดูเหมือนครูเบ็นอาจฝากทิ้งไว้โดยนัยอาจเป็นว่า เฉกเช่น Absolute Monarchy, Military, & Bureaucracy ในอดีต ตกลงแล้ว Oligarchy เป็นหนึ่งเดียวกับ the Thai Nation หรือไม่ ? อย่างไร ?

ถ้าจับกระแสวัฒนธรรมเป็นหลักหมาย อาจกล่าวได้ว่ามาบัดนี้เรากำลังทบทวนความคิดอ่านเรื่องลูกเจ๊กในโลกจีนในระหว่างยุคของภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (2567) และ จดหมายรักถึงอาม่า (2569)

กล่าวคือเป็นยุคที่หลานจีนเหลนจีนโหลนจีน (รุ่นอาซุง) กำลังลุกขึ้นมาครุ่นคิดถึงและโหยหาอาลัยรัก (nostalgia) ความเป็นจีนกันขนานใหญ่ ไม่เฉพาะในเมืองไทยแต่กว้างออกไปในนานาชาติเอเชียอาคเนย์ที่มีชุมชนจีนอพยพพลัดถิ่นไปตั้งอยู่

เป็นความคิดถึงและโหยหาอาลัยรักถึงสิ่งของรูปรอยเรื่องราวในอดีตที่กำลังจางหายจากไป ที่กำลังจะสิ้นอายุขัย (รุ่นอาม่า อากง) ที่กำลังจะเข้าไม่ถึง (เพราะเจรจาต๊าอ่วยกับอาม่าอากงไม่ค่อยได้ ฟังกันไม่ใคร่รู้เรื่อง) และที่กำลังจะหลงลืมไปแล้ว (กับข้าวหอเจี๊ยะติดปากแต่เรียกชื่อว่าอะไรและปรุงทำยังไงก็ไม่รู้หว่า ? ไหว้เจ้าต้องทำไรบ้าง ? วันไหน ? เมื่อไหร่ ? ยังไง ? สารทจีน-ตรุษจีน-ไหว้พระจันทร์ ฯลฯ)

จะว่าไปนี่ก็เป็นวิถีธรรมดาของการกลายเป็นปัจเจกบุคคล (อินดิวิด้วน) ที่เราแต่ละคนด้วนขาดหลุดลอยจากชุมชนชาติพันธุ์ภาษาตระกูลครอบครัวออกไปมากขึ้นในโลกเศรษฐกิจสังคมตลาดทุนนิยมเสรีข้ามชาติ ซึ่งทำให้ทุกคนค่อยๆ คลายเคลื่อนเลื่อนหลุดออกจากวิถีการอยู่ในโลกแบบเดิมของตน กลายเป็นอัตตาตัวตนที่ปลดลดสัมภาระตุ้มถ่วงทางจารีตประเพณีวัฒนธรรมเดิมลงไป (the unen­cumbered self) denatured สูญเสียความเป็นจีนในท่ามกลางการประสบความสำเร็จ/ล้มเหลวในอาชีพธุรกิจการงานของตน

ปฏิบัติการรำลึกรื้อฟื้นความเป็นจีนระหว่างดาไซน์กับอินดิวิด้วน จึงอาจกลายเป็นการคิดถึงความเป็นจีนที่ตัวไม่รู้จักและฉะนั้นบ่อยครั้งจึงมักหลงคว้าหยิบเอาความเป็นจีนแบบโลกาภิวัตน์จากจีนแผ่นดินใหญ่หรือฮ่องกงมาเสพสวมแทนที่ความเป็นจีนในโลกเจ๊กแถวเยาวราช หัวลำโพง เจริญกรุง ที่ผสมคละเคล้าแต้จิ๋วกับฮวนนั้งเข้าด้วยกัน

คิดถึงอาม่าโดยไม่รู้จัก หลงรักอาม่าโดยไม่เข้าใจ อยากกลับไปหาอาม่าใหม่ในที่ที่ไม่มีวันจะกลับไปได้แล้ว

แทนที่จะพยายามรู้จักและเข้าใจอากงอาม่าอาเตี่ยอาม้าอย่างที่พวกท่านเป็นแล้วจะได้ทำที่ปัจจุบันของเราให้น่าอยู่ขึ้น สำหรับเกียตี๋เฮียหม่วยและอาซุงรวมทั้งเพื่อนร่วมชาตินานาชาติพันธุ์หลากชนชั้นต่อไปข้างหน้า

เกษียร เตชะพีระ


[1] Kasian Tejapira, “Pigtail : A Pre-History of Chineseness in Siam,” Sojourn 33, S (2018) : 1–29.

[2] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “Mass Monarchy,” ใน ย้ำยุค รุกสมัย : เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลา, บ.ก. ชัยธวัช ตุลาธน(กรุงเทพฯ : มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และคณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์, 2556), 107–18.

[3] เกษียร เตชะพีระ, “อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน,” ฟ้าเดียวกัน 16, 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2561) : 103–59.

[4] ดู Kasian Tejapira, “The Sino-Thais’ right turn towards China,” Critical Asian Studies 49, 4 (2017) : 606–18.

[5] ดู Benedict Anderson, “Riddles of Yellow and Red,” New Left Review Series II, 97 (January–February 2016) : 1–20.

ทดลองอ่าน