ฟ้าเดียวกัน 12/1 : ระบอบประชาธิปไตย

฿250.00


สินค้าหมดแล้ว

รหัสสินค้า: 9786167667300 หมวดหมู่:

ข้อมูลสินค้า

บทบรรณาธิการ

ระบอบประชาธิปไตยที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นคนกลางอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

หาเรื่องมาเล่า

ทัศนาธิปัตย์ : การก่อรูปและเทคโนโลยีการมองของสถาบันกษัตริย์สยาม

อัญชลี มณีโรจน์

คูหาหรือนิพพาน? สิทธิเลือกตั้งของนักบวชในเอเชีย

ภูริ ฟูวงศ์เจริญ

ชีวิตทางสังคมของเกษตรอินทรีย์และการเมืองเรื่องอาหารในประเทศไทย

อัจฉรา รักยุติธรรม

หมู่บ้านโลก

รู้ว่าเสี่ยง แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง: มุมมองของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในระบบเกษตรพันธสัญญา

เนตรดาว เกาถวิล

ทุนนิยาม

พื้นที่และการผลิตพื้นที่ในการศึกษาภูมิศาสตร์ของทุน

เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

ขอบฟ้าความคิด

รากฐานและบริบทความคิดทางการเมืองของ Antonio Negriขบวนการ Autonomiaกับทฤษฎีมาร์กซิสต์ของ Mario Tronti

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

สยามพากษ์

ลัทธิอาณานิคมสยามประชันฝรั่ง : สยามกับมลายูมุสลิมภาคใต้

ทามารา ลูส์ เขียน พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ แปล

ทัศนะวิพากษ์

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต?

สาวตรี สุขศรี

ความล้มเหลวในการสถาปนาหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง : กรณีนายก รัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน 2

กิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์

รายงานพิเศษ

เขาถูกบังคับให้เป็นนัมเบอร์วัน มองปัญหาว่าด้วยสถานะของนายกรัฐมนตรีในระบอบการเมืองไทยผ่านเส้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร

ธนาพล อิ๋วสกุล, ชัยธวัช ตุลาธน

ทักษิณเล่า (เกือบ) ทั้งหมด

06BANGKOK2082

ทักษิณมองตัวเองว่าเป็นอองซาน ซูจีเมืองไทย

06BANGKOK2990

เปรมกล่าวถึงทักษิณ

06BANGKOK3997

ทักษิณคาดการณ์เรื่องรัฐบาลแห่งชาติ การนิรโทษกรรม และชีวิตในต่างประเทศ

06BANGKOK2243

ประเทศไทย: เหล่ารัฐบุรุษอาวุโสพยายามให้กษัตริย์เห็นชอบเพื่อเขี่ยนายกฯ สมัครออกจากตำแหน่ง

08BANGKOK2619

อุษาคเนย์

โศกนาฎกรรมที่คู่ควรกับการฉลองฉลอง : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำของขบวนการนักศึกษาพม่าในเหตุการณ์ 8888

ลลิตา หาญวงษ์

ซ้ายในประวัติศาสตร์

คัมภีร์ที่ไม่ใช่คัมภีร์

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

การปฏิวัติของนักศึกษา

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

อ่านต่อ >>

ระบอบประชาธิปไตยที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นคนกลางอันมีพระมหากษัตริย์เปป็นประมุข

การดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนกลางในความหมายของนายกรัฐมนตรีที่กองทัพเลือก พรรคการเมืองถูกบังคับให้สนับสนุน และได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ ยาวนานเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน (2523-2531) ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นต้นแบบของรัฐบาลที่ มีเสถียรภาพ ใจซื่อ มือสะอาดในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง ตลอดระยะเวลาดังกล่าวเปรมสวมบท เตมีย์ใบ้ลอยตัวเหนือปัญหา แต่สุดท้ายก็ได้เกิดกระแส เมื่อป๋า เซ็งเปรมทำให้นายกรัฐมนตรีคนกลางต้องเปิดทางให้แก่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนต่อมา แม้พื้นเพจะมาจากคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 แต่ชาติชายในทศวรรษ 2530 เป็นทั้ง ส.ส. นครราชสีมา และหัวหน้าพรรคชาติไทยซึ่งเป็นที่รวมของทุนท้องถิ่นและทุนระดับชาติหลัง 14 ตุลา และชนะการเลือกตั้งในปี 2531 ขณะที่รัฐบาลเปรมมีฐานสำคัญอยู่ที่เทคโนแครต รัฐบาลชาติชายนั้น แม้คณะรัฐมนตรีจะประกอบด้วยกลุ่มทุนต่างๆ แต่ก็มี คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่รู้จักกันในนาม ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกซึ่งได้ระดมนักวิชาการ “หัวก้าวหน้าขณะนั้นเข้ามาทำหน้าที่ผลิตนโยบายที่นอกกรอบของทางราชการ

ในแง่หนึ่ง นโยบายของชาติชายจึงมุ่งเน้นให้เกิด ประชานิยมมีตั้งแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น การเพิ่มวันหยุดสงกรานต์จาก 1 วันเป็น 3 วัน การออกกฎหมายประกันสังคมและสิทธิการลาคลอด 90 วัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ

ทว่าท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจของนักการเมืองและกลุ่มทุนในรัฐบาลกลับขยายตัวมากตามไปด้วย รัฐบาลชาติชายโดนโจมตีเรื่องคอร์รัปชั่นจนเป็นที่มาของฉายา บุฟเฟต์คาบิเนตและเปิดช่องให้ทหารฉวยโอกาสก่อการรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่ง ชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

สิ่งที่ต้องบันทึกไว้ด้วยก็คือ ในประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารในนาม หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติของในหลวงนั้น ไม่มีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ เช่นเดียวกับกรณีการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับหัวหน้าคณะรัฐประหารนับตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

แต่การจะเอาคนอย่างเปรมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกในทศวรรษ 2530 นั้น เป็นเรื่อง ล้าสมัยเสียแล้ว ดังนั้นชื่อของ อานันท์ ปันยารชุนอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจจนกลายเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคณะ รสช. รัฐบาลอานันท์ 1 ซึ่งบริหารประเทศโดยปราศจากฝ่ายค้าน ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด เมื่ออานันท์ได้สร้างผลงานอันเป็นที่ถูกใจชนชั้นกลางในเมือง กระทั่งเขากลายเป็นแม่แบบของ นายกรัฐมนตรี ในฝันของใครหลายคน

ทว่าถึงที่สุด รัฐบาลชั่วคราวก็ต้องหลีกทางให้แก่การเลือกตั้งที่เริ่มลงหลักปักฐาน แล้วในการเมืองไทย ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม 2535 รสช. ได้วางหมากให้พล.อ.สุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามตัวแบบที่เคยทำสำเร็จกับเปรมในทศวรรษ 2520 แต่ รสช. ประเมินพลังชนชั้นกลางและการเมืองในระบบรัฐสภา ไว้ต่ำเกินไป เพียงอายุ 40 กว่าวัน รัฐบาลสุจินดาก็ล้มคว่ำลงภายหลังเกิดความรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2535

ผลจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 นอกจากจะทำให้ทหารต้องกลับเข้ากรมกองไปชั่วระยะหนึ่ง และทําให้รัฐสภากลายเป็นฐานที่มั่นในการเข้าสู่อำนาจรัฐแล้ว ยังทำให้สถาบันกษัตริย์สูงเด่นขึ้นในฐานะ คนกลางผู้มีบารมีที่ออกมาระงับความขัดแย้งในสังคม หนุนเสริมให้เกิดอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในคุณภาพใหม่ และพระมหากษัตริย์กลายเป็นผู้กำหนดวาระทางสังคมในเวลาต่อมาอย่างน้อยก็ตลอดทศวรรษหลังพฤษภา 2535

การที่พรรคร่วมรัฐบาลที่เคยสนับสนุน พล.อ.สุจินดามิได้แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสีย แต่กลับยืนยันที่จะเสนอคนของตนเองขึ้นมาเป็นนายกฯ คนใหม่ต่อจากพล.อ.สุจินดานั้น ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดรอบใหม่ กระทั่งย้อนกลับไปล้มล้างหลักการที่เคยเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งระหว่างการเคลื่อนไหวต่อต้าน พล.อ.สุจินดาลงเสีย เพราะในที่สุด อานันท์ได้กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรีคนกลางอีกครั้งท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดีอย่างกว้างขวาง ซึ่งกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ ได้ชี้ว่า นี่เป็นความล้มเหลวในการสถาปนาหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง” (ดู กิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ ความล้มเหลวในการสถาปนาหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง : กรณีนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน 2,” 162-190)

การเมืองในรอบ 4 ปีหลังรัฐบาลอานันท์ 2 มีการยุบสภาและการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง และมีนายกรัฐมนตรีอีก 3 คน เป็นเหตุให้มีเสียงเรียกร้องให้มีการ ปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ (แบบเปรม?) และมีประสิทธิภาพ (แบบอานันท์) ซึ่งหาไม่ได้จากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในระบบเดิม นี่เป็นฐานที่มาสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ทักษิณ ชินวัตร หนึ่งในนักธุรกิจหมื่นล้านที่รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองนี้

แต่ด้วยปัจจัยทางภววิสัยและอัตวิสัยที่มาบรรจบกันหลายประการ ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้มีเสียง ส.ส. ในมือและฐานความนิยมจากประชาชนเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ได้กลายมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง นัมเบอร์วันหรือ หมายเลขหนึ่งของประเทศไปในที่สุด ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (ดู ธนาพล อิ๋วสกุล ชัยธวัช ตุลาธน เขาถูกบังคับให้เป็น นัมเบอร์วันมองปัญหาว่าด้วยสถานะของนายกรัฐมนตรีในระบอบการเมืองไทย ผ่านเส้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร, 192-221)

และเมื่อ เครือข่ายกษัตริย์ยืนยันว่า ประเทศนี้มี นัมเบอร์วันอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีอย่างทักษิณ แม้จะได้รับคะแนนเสียงมากมายแค่ไหน ก็เป็นได้แค่ ผู้จัดการประเทศ มิใช่ เจ้าของแต่ประการใด ทักษิณจึงต้องถูกทำให้เป็น ปีศาจหมายเลขหนึ่งแทน ซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซากเสียจากระบบการเมืองของไทย ไม่ว่าจะต้องใช้สรรพกำลังแค่ไหน ใช้วิธีการใด ๆ ก็ตาม โดยมีปัญหาเรื่องการผลัดแผ่นดินเป็นเงื่อนไขประกอบที่สำคัญ

นั่นเป็นการเมืองที่อยู่หลังฉากปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การรัฐประหาร และตุลาการภิวัตน์ มาจนถึงกระแสการเพรียกหา นายกรัฐมนตรีคนกลางในปัจจุบัน

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ประเด็นปัญหาใจกลางประการหนึ่งของการเมืองไทยตอนนี้ ก็คือ ปัญหาสถานะของ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งใน ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งในแง่ที่เป็นความตึงเครียดระหว่างอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งกับอำนาจของกษัตริย์ที่ก็มีลักษณะอิงมวลชน ทั้งในแง่ความตึงเครียดระหว่างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งกับการตรวจสอบถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยปกติ

การจะคลี่คลายปมปัญหานี้จะต้องใช้ต้นทุนอะไรบ้าง จะต้องสูญเสียอีกแค่ไหน อย่างไร หรือถึงที่สุด สังคมการเมืองไทยยังไม่พร้อมที่จะอนุญาตให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ หากต้องการ นายกรัฐมนตรีคนกลางซึ่งในที่สุดแม้จะกลับไปสู่ระบบการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่ เป็นกลาง ขอเป็นเพียง คนดี และ จงรักภักดี ปราศจาก การเมือง อันมีศักยภาพจะไปท้าทาย นัมเบอร์วันอีก

อ่านต่อ >>