(1)
ประวัติศาสตร์การสร้างรัฐสมัยใหม่ของสยาม/ไทย ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตามเพราะหลายอย่างยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้ระบอบเก่าจะล่มสลายไปหลังปฏิวัติ 2475 แต่มรดกรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังคงอยู่ รวมถึงมีความพยายามรื้อฟื้นตลอดเวลา (ล่าสุดคือกรณีพระคลังข้างที่)ภาพถ่ายฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจําแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2560 อาจนับว่าเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของยุคสมัยดังกล่าว ฟิล์มกระจกเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ในกล่องอย่างดีที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกคือ กล่องที่ 1–24 และ 50–52จำนวน 1,000 ภาพ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลา “ยุคทองของฟิล์มกระจก” ก่อนที่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป
ภาพชุดนี้มีการจัดนิทรรศการมาหลายครั้งแล้ว เช่น “เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก” จัดแสดงระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม–28 กรกฎาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร
นิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม–20 กันยายน 2563 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ที่มีท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 102 ภาพ มาจัดแสดง
ล่าสุด นิทรรศการ Glass Plate Negatives: Circles of Centres จัดโดยกรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภัณฑารักษ์/ผู้อำนวยการโครงการ: ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ออกแบบนิทรรศการ/กราฟฟิก: ใจทิพย์ ใจดี สร้างและติดตั้งนิทรรศการ: ถกล ขาวสะอาด แปลเนื้อหานิทรรศการ: อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล
ในคำโปรยนิทรรศการ Glass Plate Negatives: Circles of Centres กล่าวว่า
การบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สยามในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผ่านภาพถ่ายฟิล์มกระจกอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยนิทรรศการนี้นำเสนอการตีความภาพถ่ายในมิติใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Roland Barthes นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงจากผลงาน Camera Lucida ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาพถ่าย ความทรงจำ และความสูญเสีย โดยตั้งคำถามสำคัญว่า “เราจะมองภาพถ่ายด้วยสายตาใหม่ได้อย่างไร?”
ในนิทรรศการ Glass Plate Negatives: Circles of Centres บันทึกช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสยามจากระบบ มณฑลแบบดั้งเดิม สู่รัฐชาติสมัยใหม่ที่มีการจัดวางเขตแดนและระบบราชการอย่างชัดเจน ท่ามกลางบริบทของการเมืองยุคล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นช่วงเวลายุคทองของการขยายอำนาจของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพถ่ายเหล่านี้จึงไม่เพียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นหน้าต่างที่เปิดให้เห็นวิธีคิด วิธีปกครอง และความเคลื่อนไหวในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน
ผู้ชมจะได้สัมผัสถึงหลากหลายบทบาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในฐานะผู้นำ ผู้ปกครอง ขณะทรงนำพาประเทศผ่านความสับสนของยุคเปลี่ยนผ่าน ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกพระราชกรณียกิจและการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ไปจนถึงรัฐสุลต่านทางตอนใต้ เช่น ตรังกานู และพื้นที่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ทุกภาพคือบทบันทึกของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการปรับเปลี่ยนที่ค่อยๆ เกิดขึ้น นิทรรศการ Glass Plate Negatives: Circles of Centres จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงภาพถ่าย หากแต่เป็นบทสนทนาเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ ที่ชวนให้ผู้ชมได้สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และตัวตนของผู้คน
(2)
ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ไปรับชมนิทรรศการชุดนี้ ด้วยแรงบันดาลใจแรกก็คือการได้รับฟังผู้นำชมนิทรรศการเล่าเรื่องความเป็นมาของนิทรรศการชุดนี้
เนื้อเรื่องสำคัญก็คือการเล่าประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยม หรือประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชนุภาพที่เป็นพระบิดาของประวัติศาสตร์ไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ผู้มองเห็นการณ์ไกล รักษาเอกราชไว้ได้แม้ว่าจะต้องเจ็บปวดจากการ “เสียดินแดน”บางส่วน ปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยเพื่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก เรื่องเล่าเงินถุงแดงที่รัชกาลที่ 3 เก็บไว้จากการค้าสำเภา แต่ต้องมาจ่ายให้ฝรังเศสเมื่อพ่ายแพ้ในการแย่งชิงดินแดน ฯลฯ
แน่นอนว่าคำอธิบายเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเจอกันทั่วไป
แต่ผมคิดว่าภายใต้ภาพถ่ายและหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏ แม้ว่าจะจัดการโดยหน่วยงานราชสำนักก็ตาม เราสามารถอธิบายภาพเดียวกันด้วยเนื้อหาใหม่ๆ ได้เช่นกัน ผ่านการแนะนำบทความและหนังสือที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดยเริ่มจาก 2 บทความและหนังสือ 1 เล่ม ได้แก่
เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson), “ศึกษารัฐไทย วิพากษ์ไทยศึกษา” ตีพิมพ์ใน ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา
ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม : จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน” ตีพิมพ์ใน โฉมหน้าราชาชาตินิยม
กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย ที่จะพลิกมุมมองต่อประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงว่าเป็นไปโดยบังคับหรือสมัครใจ การสร้างรัฐราชการสมัยใหม่ที่นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับกระฎุมพีราชการ เป็นต้น
กลับมาที่ภาพถ่ายการตั้งซุ้มรับเสด็จหลังการประพาสยุโรป งานของเมาริตซิโอ เปเลจจี, เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง โดยเฉพาะบทที่ 5 การปรับรูปโฉมนาฏกรรมแห่งอำนาจ หรือภาพถ่ายวัดเบญจมบพิตร บทความของชาตรี ประกิตนนทการ “กำเนิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่าน ‘จินตกรรมรัฐสยามทางศิลปะ’” ก็ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของงานโบราณคดีและการสร้างอาณานิคมภายในที่อาจจะแยกกันไม่ออก

ส่วนการประพาสหัวเมืองและนานาอารยประเทศนั้น เราอาจจะหามุมมองอื่นๆ ที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมได้จากบทความ “‘คนอื่น’ ในผืนดินตน: การเดินทางกับการจำแนกชาติพันธุ์ของราษฎรสยามตามถิ่นฐาน ระหว่าง พ.ศ. 2428–2453” และ “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์: เมื่อชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แสวงหาสถานะของตนเองผ่านการเดินทางและพิพิธภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ” ตีพิมพ์ใน คนไทย/คนอื่น: ว่าด้วยคนอื่นของความเป็นไทย โดยธงชัย วินิจจะกูล

(3)
เราไม่ได้ปฏิเสธประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่ก่อร่างสร้างตัวกันมาอย่างยาวนาน แต่สำหรับคำว่าวัฒนธรรมนั้นก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอเช่นกัน ประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยม หรือประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชนุภาพนั้นเป็นเพียงภารกิจทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำที่น่าจะหมดลงไปแล้ว ดังที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวไว้ในบทปาฐกถา “การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย: อดีตและอนาคต” เมื่อปี 2523 ว่า
การเขียนประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้รัฐประชาชาติและสถาบันกษัตริย์อันเป็นสถาบันที่เพิ่งเกิดขึ้นและสถาบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็นเหตุให้การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พลาดจากความเป็นจริงหรือมิฉะนั้นก็ตื้นเขิน ในส่วนผู้ที่มีความ ‘รักชาติ’อย่างแรงกล้าที่พร้อมจะอุทิศทั้งทรัพย์ ชีวิต และวิญญาณแก่ ‘ชาติ’ ก็น่าจะสำนึกได้ว่าความเป็นรัฐประชาชาติของไทยปัจจุบันเข้มแข็งพอที่จะไม่ต้อง ‘สร้าง’ ประวัติศาสตร์มาค้ำชูแล้ว… ในสมัยหนึ่งวิชาประวัติศาสตร์ไทยถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรก็เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอดีตของประชาชนไทย ในบัดนี้เราไม่เห็นทั้งความจำเป็นหรือข้อดีที่จะเอาประวัติศาสตร์ไปรับใช้ ‘ชาติ’ อีกต่อไป อีกทั้งยังเห็นว่าประวัติศาสตร์ไทยที่มองจาก ‘ชาติ’ เช่นนี้ย่อมมีผลบิดเบือนความจริงไปได้มาก
เราหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะสามารถเล่าประวัติศาสตร์ฉบับฟ้าเดียวกันในพื้นที่สาธารณะอย่างนี้บ้าง
ธนาพล อิ๋วสกุล







